เมื่อวันที่ 16 พ.ค. นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเตรียมชุมนุมทางการเมืองใหญ่ครบรอบ 4 ปี คสช. ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ว่า คสช.และรัฐบาลควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะต้องไม่ลืมว่าเป็นความรู้สึกของคนทั้งโลกที่รู้สึกว่าเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้วสิทธิเสรีภาพน่าจะได้รับการคุ้มครอง หลายคนยังมีความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่ามาตรา 44 หากฝืนความรู้สึกของคนทั้งโลก ฝืนความรู้สึกของความเป็นจริงที่ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย จะเหมือนการเอาแพ้เอาชนะซึ่งไม่เกิดผลดี ทุกอย่างควรปล่อยไปตามครรลอง ที่สำคัญต้องรอคำตอบจากศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.การได้มาซึ่งส.ว. หากวินิจฉัยออกมาอย่างไร แล้วแพ้ก็มีคำตอบที่ชอบธรรมว่าต้องรอให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จสรรพตามรัฐธรรมนูญใหญ่ ถ้าชนะก็ดำเนินการให้เป็นไปตามโรดแม็ปที่วางไว้ ซึ่งในพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.บอกอยู่แล้วว่าให้มีผลบังคับใช้นับไปอีก 60 วัน

“ถ้าคิดและปฏิบัติได้อย่างนี้ อย่าใช้ความรุนแรง อย่าไปคิดว่าพวกที่มีความเห็นต่างเป็นพวกตรงข้าม หรือต้องการเอาแพ้เอาชนะกับรัฐบาลรัฐบาลจะต้องใจกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทุกคนคาดหวังให้เป็นประชาธิปไตยนี้ ต้องใจกว้างและยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ผมพูดเสมอว่าต้องแยกกันให้ขาด คือ การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญเขียนเพื่อให้การคุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าหากเอาเรื่องการชุมนุมทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบสุข แล้วมายืดเวลาการเลือกตั้งออกไป มันไม่ใช่ตรรกะที่จะเอาไปบอกกับสังคม แต่กลับยิ่งจะให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ไปใหญ่ว่ารัฐบาลและคสช.กำลังจะยื้ออำนาจ คงไม่เกิดผลดีต่อรัฐบาล ทุกอย่างมีกติกาวางแล้ว ควรยึดตามกติกาแล้วเปิดใจให้กว้าง ยอมรับกับสถานการณ์ที่คนทั้งโลกเข้าใจ”นายสมศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายความมั่นคงกำลังพยายามจำกัดขอบเขตการชุมนุม นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตรงนี้ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะยิ่งจำกัดขอบเขต ยิ่งมองว่าเขาเป็นกลุ่มคนที่จะก่อความไม่สงบ จะกลายเป็นเรื่องความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล ถ้าไปคิดโดยเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวตั้งว่าทำอย่างนี้อย่างนั้นเพื่อเป้าหมายอย่างนี้อย่างนั้นก็อาจจะไม่ใช่ แต่ทำให้เกิดแรงปะทะ แรงต้าน ทุกคนมีเสรี มีอิสระในทางความคิด อย่าไปมองว่าเขาถูกครอบงำ ถูกชักจูงจากกลุ่มไหน จึงอยากให้มองด้วยสายตาที่บริสุทธิ์ มองด้วยสายตาที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ต่อข้อถามว่า อยากให้คสช.และรัฐบาล มองย้อนไปดูประวัติศาสตร์ในอดีตไว้เป็นบทเรียนด้วยหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่ต้องบอกเขาหรอก เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าบทเรียนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งกรณี 14ตุลา , เหตุการณ์พฤษภาคม , การชุมนุมแต่ละครั้งๆที่ผ่านมา เป็นบทเรียนที่ต้องรู้ว่าเพราะอะไรถึงลุกลาม มีการสูญเสีย เกิดการปะทะ เพราะวันนี้ไม่มีใครต้องการให้เกิดเหตุการณ์ภาพนั้นขึ้นอีก

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเคลื่อนไหวของรัฐมนตรีสอดคล้องกับการตั้งพรรคพลังประชารัฐ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “คุณยิ่งอึมครึมเท่าไหร่คนก็ยิ่งวิพากษ์วิจารณ์มากเท่านั้น แต่ถ้าประกาศความชัดเจนออกมาเลย และรู้จักขอบเขตว่าควรทำอะไรได้แค่ไหนก็เหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปก็ไม่ต่างกัน เปิดตัวออกมาให้ชัดเจน ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ทุกคนกลับจะชื่นชมที่กล้าเปิดให้รู้ว่าถึงเวลาแล้ว ไม่มีใครว่าถ้าคุณอยู่ในที่สว่าง อย่าไปแอบทำลับๆในที่มืด เพราะกติกาไม่ได้ห้ามว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีจะมาตั้งพรรคอะไรในเมื่ออยากทำงานการเมือง เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเปิดเผย และสุจริตใจ อย่าใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างกรณีที่บอกว่าเป็นรัฐบาลอยู่ ถ้าเลือกพรรคเราๆจะจัดงบลงไปให้ อย่างนั้นมันไม่ใช่ แล้วจะได้รับการต่อต้าน แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้วางกรอบวางกติกาไว้ชัดเจน ถ้าคุณไปตามกติกาก็ไม่มีใครว่า