ผู้กรณีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจบุกเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 9 จุดใน 7 จังหวัด พร้อมกับยึดอาวุธสงครามจำนวนมากซึ่งเป็นของเครือข่าย นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” แกนนำกลุ่มเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ซึ่งมีฐานอยู่ใน จ.ปทุมธานี พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้ทั้งหมด 9 ราย ก่อนที่ต่อมาศาลจะออกหมายจับโกตี๋ และผู้ต้องหาทั้งหมด ในข้อหาร่วมกันครอบครองอาวุธสงคราม และเครื่องกระสุน ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ , มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ขณะที่บางคนถูกตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด และข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจรนั้น

ความคืบหน้า ล่าสุดเมื่อเวลา 10.40 น.วันนี้ (24 มี.ค.) ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการด้านกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) , พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คสช. พร้อมกำลังทหาร ได้ควบคุมตัว 9 ผู้ต้องหาเครือข่ายโกตี๋ ประกอบด้วย นายธีรชัย อุตรวิเชียร หรือระพิน อายุ 55 ปี , นายประเทือง อ่อนละมูล 58 ปี , นางปาลิดา เรืองสุวรรณ 62 ปี , นายทศพล เกษโกศล อายุ 25 ปี , จ.ส.อ.ธนโชติ วงศ์จันทร์ชมภู 57 ปี , ว่าที่ ร.ต.สุริยฉัตร ฉัตรพิทักษ์กุล 49 ปี , น.ส.เอมอร วัดแก้ว อายุ 44 ปี , นายวันไชยชนะ ครุฑไชยันต์ 56 ปี และ นายอุดมชัย นพสวัสดิ์ หรือแสนรัก 60 ปี

พร้อมของกลาง ประกอบด้วย ซีพียูคอมพิวเตอร์ เครื่องปั่นไฟ ลำโพง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตรวจยึดไว้ได้ภายหลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย มาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนรับไว้ดำเนินคดี โดยมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 , พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. , พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มารอรับตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางดังกล่าว

ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ พร้อมคณะ แถลงข่าวกรณีการรับมอบตัวผู้ต้องหาในครั้งนี้ โดยนายธีรชัย กล่าวว่า ได้เข้ามาทำงานกับโกตี๋ เมื่อประมาณปี 2556 มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานช่าง ดูแลวิทยุ อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ในการออกอากาศสถานีวิทยุคนเสื้อแดง เรดการ์ดเรดิโอ เท่านั้น ส่วนอาวุธปืนของกลางทั้งหมดเป็นอาวุธปืนที่โกตี๋ รับบริจาคเงินจากชาวบ้านแล้วนำไปซื้อมา ซึ่งตนไม่ทราบว่าโกตี๋ไปซื้อมาจากที่ไหน

“เท่าที่ทราบอาวุธปืนเหล่านี้ เคยถูกนำไปใช้ก่อเหตุเพียง 2 ครั้ง คือ กรณีการชุมนุมที่เวทีอนุสรณ์สถาน ดอนเมือง เพื่อใช้สำหรับป้องกันเหตุให้กับกลุ่มเสื้อแดง ส่วนการนำอาวุธปืนไปใช้ครั้งที่ 2 คือ ที่บริเวณแยกหลักสี่ ระหว่างที่มีการปะทะกับกลุ่ม กปปส. ซึ่งมีพระพุทธะอิสระ เป็นแกนนำเวทีดังกล่าว แต่ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้กระทำการรัฐประหาร โกตี๋จึงกำชับผมให้นำอาวุธปืนและอุปกรณ์ทุกอย่างที่สถานีวิทยุคนเสื้อแดง เรดการ์ดเรดิโอ จ.ปทุมธานี มาเก็บไว้ที่บ้านของผม พร้อมทั้งให้ดูแลรักษาไว้อย่างดี โดยหลังจากนั้นก็ไม่เคยนำอาวุธปืนทั้งหมดออกมาใช้แต่อย่างใด” นายธีรชัย กล่าว

นายธีรชัย กล่าวอีกว่า เคยเดินทางไปพบกับโกตี๋ ที่ สปป.ลาว ประมาณ 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดเดินทางไปเมื่อประมาณเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งในเรื่องที่เคยพูดคุยกันนั้นเป็นการสอบถามว่าจะมีแนวทางที่จะต่อต้านรัฐบาลอย่างไร ซึ่งโกตี๋บอกกับตนว่ามีผู้ใหญ่ระบุว่ามีอาวุธอยู่ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่โกตี๋ไม่เคยเห็นอาวุธในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว ส่วนผู้ใหญ่ที่นายโกตี๋กล่าวอ้างนั้นน่าจะเป็นอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่คนหนึ่ง

“ผมยืนยันว่าทุกครั้งที่ไปพบกับโกตี๋นั้น ไม่ได้มีคำสั่งให้กลับมาก่อเหตุความวุ่นวายใดๆ และเชื่อว่าลำพังโกตี๋ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะก่อเหตุอะไรได้ ส่วนกรณีการขู่ลอบสังหารผู้นำประเทศนั้น มีการขู่จริง ผมทราบดีว่าการที่มีอาวุธปืนอยู่ในความครอบครองนั้นผิดกฎหมาย แต่โกตี๋กับผมเป็นเพื่อนกัน และโกตี๋กำชับกับผมว่าให้เก็บอาวุธปืนไว้ จึงไม่ได้มอบให้กับทางการตั้งแต่ช่วงที่ คสช.มีคำสั่งออกมา” นายธีรชัย กล่าว

ด้าน นายวันไชยชนะ กล่าวว่า ในส่วนของอาวุธปืนที่อยู่ในความครอบครองของตนนั้นเป็นปืนบีบีกัน ส่วนอาวุธปืนสั้นและปืนยาว 2 กระบอกนั้นเป็นของภรรยาตนซึ่งมีทะเบียนครอบครองถูกต้อง โดยตนมีบ้านพักอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่จะเดินทางมาหานายธีรชัย เพื่อพูดคุยหารือกันเกี่ยวกับเรื่องการเมือง และมีการแนะนำตัวกับกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นคล้ายกัน แต่ในวงสนทนาที่ผ่านมา ไม่เคยพูดคุยกันเกี่ยวกับการเข้าไปสร้างความวุ่นวายกรณีใดๆ รวมทั้งกรณีของวัดพระธรรมกาย ที่มีการต่อต้านเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ ยืนยันว่าแนวทางของตนก็ไม่นิยมความรุนแรง ส่วนที่เคยเห็นตนปรากฏตัวที่หน้าวัดพระธรรมกาย ก็เป็นเพียงการติดรถของคนที่รู้จักกันเพื่อเดินทางกลับ ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปในวัดพระธรรมกาย รวมทั้งไม่เคยร่วมเคลื่อนไหวชุมนุมกับนายโกตี๋ เพราะไม่รู้จักและไม่เคยเจอกัน สำหรับข้อกล่าวหาต่างๆ นั้น หากส่วนใดที่ตนทำผิดก็ยอมรับ แต่ส่วนใดที่ตนไม่เกี่ยวข้องก็จะปฏิเสธทั้งหมด

ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการจับกุมอาวุธปืนในครั้งนี้ รวมทั้งไม่เคยเคลื่อนไหวด้วยการใช้ความรุนแรง เนื่องจากแนวคิดของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในกลุ่มของพวกตนนั้น จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกันในประเด็นการเมือง ซึ่งพวกตนยอมรับความเห็นที่หลากหลาย

อย่างไรก็ดี หลังจาก ว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์ กล่าวถึงประเด็นเรื่องอาวุธปืนนั้น ทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้ชี้แจงถึงข้อกล่าวหาทันที ว่าทาง ว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์ ไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนแต่อย่างใด โดยข้อหาที่ถูกออกหมายจับนั้นเป็นความผิดฐานซ่องโจร และความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112