ถึงตรงนี้ ดูแล้วคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะไม่แคร์อะไรสักเท่าไหร่ กับผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ไม่ว่าสุดท้ายจะผ่าน หรือไม่ผ่าน เพราะรู้กันถ้วนทั่ว โจทย์ใหญ่ใจความของแป๊ะคือ ลากยาวจนกว่าจะจบภารกิจสำคัญ แรงเสียดทานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ก็แค่เป็นส่วนหนึ่งให้ต้องปรับแท็กติกไปตามสถานการณ์ เพื่อให้ผ่านไปให้ได้ ยังไม่คิดจะถ่ายโอนอำนาจกลับไปให้นักการเมืองง่ายๆ ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

ดูง่ายๆ ทวนความจำกันอีกสักรอบ บทเฉพาะกาลตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขียนเอาไว้ให้มีส.ว.ลากตั้ง 250 คน ขณะที่คำถามพ่วงประชามติ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นการเปิดช่องให้ ส.ว. มีอำนาจในการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีคนนอก กับสภาผู้แทนราษฎร มันก็ส่อเจตนาชัดว่า ในระยะเวลา 5 ปีหลังจากนี้ นักการเมืองไม่สามารถออกทะเล ทำอะไรได้ตามใจชอบเหมือนแต่ก่อนได้ เพราะมีสภาสูงยี่ห้อท็อปบูต ที่มีอำนาจมหาศาลคานอำนาจเอาไว้

เป็นการต่อท่ออำนาจแบบเนียนๆ หน้าฉากเป็นประชาธิปไตย ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ก็กำหนดกติกาที่เป็นไฟต์บังคับให้ต้องเป็นรัฐบาลผสม มีพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็ก ที่ท็อปบูตต้อนเอาไว้แล้วเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล และเป็นปัจจัยสำคัญในการเสนอชื่อนายกฯ คนนอกร่วมกับ ส.ว.ลากตั้ง เรียกว่า ทีมซือแป๋มีชัย เขียนรัฐธรรมนูญกำหนดสเปกรัฐบาลเอาไว้ให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว

ต่อให้พรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์จะชนะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ไม่มีทางที่จะชนะท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือไปดึงไม้ประดับมาสักพรรคสองพรรคได้ ดังนั้น มันก็เข้าเหลี่ยมท็อปบูต ในการคอนโทรลรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดต่อไป แถมยังมีพลังอำนาจในรัฐสภาอีก 250 หน่อจาก ส.ว. บอกได้คำเดียวว่า ยิ่งกว่าเบ็ดเสร็จ

ถ้าจะบอกว่า เป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพเลยคงไม่ผิดจากความเป็นจริงสักเท่าใดนัก เพราะไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศตามใจชอบ พรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก ต่อรองได้ตลอด นโยบายต้องเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปิดประตูไปเลย เรื่องความเป็นอิสระ บริหาร นิติบัญญัติ ต่างลอกคราบมาจากคสช.ทั้งสิ้น ซึ่งจะเป็นอย่างนี้น้อยๆ 5 ปี

ขณะเดียวกัน คสช. ยังหาความชอบธรรมจากการเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง เพื่อลดแรงเสียดทานจากนานาชาติ โดยเฉพาะพี่เบิ้มสหรัฐอเมริกา ที่จะจุ้นจ้านมากไม่ได้แล้ว การคบค้าสมาคมจะง่ายขึ้น ไม่เหมือนข้อจำกัดตอนเป็นรัฐบาลทหาร ที่ชาติประชาธิปไตยไม่ค่อยแฮปปี้จะไปมาหาสู่เท่าไรนัก ทีมเศรษฐกิจไปๆ มาๆ ได้แค่ไม่กี่ชาติ หลักๆ ก็จีน ที่เดี๋ยว “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ “เฮียกวง”สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ไปจนรันเวย์เลื่อม

นี่เป็นเป้าที่ คสช.วางเอาไว้ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่าน โดยผลลัพธ์มันก็เหมือนเป็นการตีตั๋วยาวให้คสช.ทางอ้อมอีกเหมือนกัน แม้พรรคการเมืองจะเตรียมสุมหัวกดดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปที่ คสช.จะจัดทำ เบาบางขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้สามารถขยับตัวได้มากกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋มีชัย ตามปฏิกิริยาที่ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์เริ่มตีธงไม่เอาในช่วงโค้งสุดท้าย แต่โดยโจทย์ของท็อปบูตแล้ว ไม่น่าจะฟังเท่าไหร่ เพราะเป้าหมายที่ต้องไปถึงมันผ่อนให้ไม่ได้ คงต้องกำไม้แข็งแน่นๆ เอาไว้ต่อไปแน่

ยิ่งดูท่าทีของ “เนติบริกร”วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่โยนหินเอาไว้เนิ่นๆ แล้วว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ต้องมานั่งวิเคราะห์กันว่า ที่ไม่ผ่านเพราะอะไร โดยเฉพาะช่วงนี้เริ่มมีการปลุกกระแสเพี้ยนๆ ในทำนองใครยังไม่อยากได้นักการเมืองมาโกงกิน แต่อยากให้ “บิ๊กตู่”อยู่ต่อไป ก็จงไปโหวตคว่ำเพื่อต่ออายุให้คสช. ตรงนี้นี่แหละ ถ้าเกิดจับผลัดจับผลู ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำขึ้นมาจริงๆ มันก็เป็นการดิสเครดิตความชอบธรรมที่ฝ่ายต้านจะเอาคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไปตีกินเพื่อกดดัน คสช.

ไม่ฟันธงว่า เป็นวิชามารของฝ่ายไหน แต่เอาเป็นว่า ฝ่ายที่ได้ประโยชน์หนีไม่พ้นท็อปบูต ที่จะเอาคะแนนไม่เห็นชอบมาตีกินว่า คนอยากให้ “บิ๊กตู่”อยู่ไปนานๆ เลยโหวตคว่ำ อย่างไรเสียฝ่ายรัฐไม่วิเคราะห์ให้เป็นโทษตัวเองแน่

ณ เวลานี้ โดยปัจจัยรอบๆ จากการบล็อกนักการเมืองทุกช่องทาง การไล่สกัดจับวิชามาร หรือแม้แต่การปิดพีซทีวี ช่องทางสื่อสารคนเสื้อแดง เพื่อตีกรอบคนกลางๆ ไม่ให้หลงทาง ให้เห็นแต่ด้านดีของร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ฝ่ายรัฐยังมั่นใจว่ามันจะผ่านไปได้ไม่ยาก

แล้วก็ดูจะหวังไม่น้อยเหมือนกัน เพราะช่วงโค้งสุดท้ายเริ่มงัดแคมเปญกระชากใจคนกลางๆ ให้กากบาทรับร่างรัฐธรรมนูญออกมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะการยึดคืนที่ดินสปก. 4 -01 จากพวกนายทุน ที่เอาไปทำรีสอร์ต ร่ำรวยกันพุงกาง ทั้งที่เห็นอยู่ทนโท่ว่า รุกป่าเต็มเปา แล้วเอามาจัดสรรให้คนยากคนจนได้มีที่ทำกิน ซึ่ง“บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อนรักบิ๊กตู่ ลงมากำกับงานเอง ตีปี๊บเรียกกระแสกันสุดๆ โดนใจคนเกลียดคนร่ำคนรวยที่เอาเปรียบสังคมมานมนาน

แถมเรื่องที่คนไทยรับไม่ได้ อย่างข้าราชการกังฉิน ขี้ฉ้อทั้งหลาย คสช.ก็ชักดาบรอฟันกันอีกล็อต เสียงลือเสียงเล่าอ้างกันว่า ล็อต 4 นี้ที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มี “บิ๊กต๊อก”พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ชงมาให้มีเฉียดร้อยกันเลย งานนี้เหลือเพียง“บิ๊กตู่” ลงนามก็เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนคสช. ที่โอกาสจะปล่อยออกมาช่วงก่อนวันประชามติ เพื่อเบียดกระแสแข่งกับฝ่ายต้าน

ยังมีเรื่องที่ประชาชนอยากเห็นมากที่สุดอย่างการปฏิรูปตำรวจ ที่คสช.โดนนินทาหมาดูถูกมาตลอดว่า ไม่กล้าทำ อยู่ๆ “จูดี้”พล.ต.อ.พงศพัศ พงศ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็โพล่งออกมาจุดพลุว่า จะทำแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย งานนี้โดยนิสัยไม่กล้าทำอะไรโดยพลการ ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

ต้องบอกว่า เกมอยู่ในมือ คสช.เกือบทั้งหมด แต่พรรคเพื่อไทยก็ถอดใจไม่ได้ เพราะเป็นทางเดียวที่พอจะพลิกเกมได้ ตามคิวที่ว่าโค้งสุดท้ายนายใหญ่ และนายหญิงจะแสดงเอง โดยเริ่มต้นในวันเกิด 67 ปี ทักษิณ ชินวัตร ที่จะต้องพูดพร่ำอะไรให้เป็นข่าว ในวันที่ 26 กรกฎาคม ต่อเนื่องด้วย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีนัดไต่สวนคดีจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้สัมภาษณ์ทุกรอบอยู่แล้ว ในวันที่ 5 สิงหาคม

ไทม์มิ่งพอดีทั้งคู่ต้องดูจะเบียดกระแสแซงคสช.ได้หรือไม่.