42 ปี 6 ตุลา 45 ปี 14 ตุลา ทำไมต้องตอกย้ำทุกปี ก็เพราะสถานการณ์วันนี้มีหลายอย่างหวนไปคล้ายอดีต ขณะที่บางด้านก็ย้อนแย้ง ทำให้ต้องศึกษาทบทวนประวัติศาสตร์

ก่อน 19 กันยา 2549 สังคมไทยแทบจะลืม “16 ตุลา” ไปแล้ว (ลืมจนเรียกอย่างนั้น) มีเพียงคนรุ่นนั้นจัดงานรำลึก ซึ่งเปรียบเปรยกันเป็นงานเช็งเม้ง กระทั่งเกิดรัฐประหารที่คนตุลาแยกเป็น 2 ข้าง ทำให้เกิดคำถาม ทั้งเชิงอุดมการณ์ และทำไมสังคมไทยหวนกลับ

หลังจากนั้นเมื่อความแตกแยกยิ่งขยาย ปลุกมวลชนเป็นสองฝ่าย ชี้หน้ากันด้วยข้อหาร้ายแรง คล้ายยุค “ขวาพิฆาตซ้าย” สมัยนี้เป็นเสื้อแดง สมัยก่อนเป็นนักศึกษา “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” หลังปี”53 ที่กระชับพื้นที่ด้วยกระสุนจริง งาน 6 ตุลาก็คึกคัก มวลชนเสื้อแดงน้ำตาไหลพราก เมื่อเห็นภาพ “เก้าอี้ฟาด”

แน่ละ ปัญหา สาเหตุ อาจต่างกัน แต่ 6 ตุลากับพฤษภา 53 จบแบบเดียวกัน คือเกิดรัฐประหารเพื่อจัดระเบียบอำนาจใหม่ ซ้ำร้าย ยุคนี้ยังพยายามจะถอยไปเลียนแบบประชาธิปไตย ครึ่งใบ ซึ่งเป็นฉันทมติเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว กลับไปมี ส.ว. แต่งตั้ง 6 ผบ.เหล่าทัพนั่งควบกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หวัง จะค้ำรัฐรวมศูนย์อำนาจไปอีก 5 ปี 20 ปี

เพียงแต่วันนี้ ระเบียบอำนาจเก่าปัดฝุ่นใหม่ ยังมีคำถาม ตัวเบ้อเร่อ ว่าใช้ได้จริงหรือ ที่หวังว่าจะราบรื่นอย่างยุคป๋าเปรม 8 ปี จะเป็นจริงหรือเป็นตรงข้ามกันแน่

ทำไมหลัง 6 ตุลา ซึ่งขยายความแตกแยก ผลักนักศึกษาหลายพันคนเข้าป่า ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ขยายเขตสงครามประชาชนไปกว้างขวาง จึงยุติลงในเวลาไม่นาน

ข้อแรก สังคมนิยมล่มสลาย ระบอบสังคมนิยมภายใต้เผด็จการพรรคเดียว ทำให้จีนเกิดวิกฤต โซเวียตพังทลาย นักศึกษาขัดแย้งกับ พคท.เรื่องแนวทางนโยบายและความเป็นประชาธิปไตย จนหลั่งไหลกลับจากป่า มาครวญเพลงปฏิวัติ โค่นล้มสังคมแบบเก่าในร้านเหล้า

ข้อสอง ชนชั้นนำไทยปรับตัวเก่ง หลังให้ “รัฐบาลหอย” เผด็จการเต็มใบปกครองไม่ถึงปี รู้ว่าไปไม่รอด ก็รัฐประหารกันเอง พล.อ.เกรียงศักดิ์รีบร่างรัฐธรรมนูญไปสู่เลือกตั้ง นิรโทษกรรมแกนนำนักศึกษา แล้วต่อมา พล.อ.เปรมก็ออกนโยบาย 66/23

ภาพรวมคือประเทศอยู่ใต้เผด็จการทหารยาวนาน 16 ปี เป็นประชาธิปไตยสั้นๆ 3 ปี รัฐประหารสุดโต่ง 1 ปี เมื่อ ถอยกลับมาเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ นักการเมือง ประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมบ้าง ทุกคนก็รู้สึก ดีขึ้น เป็นระเบียบอำนาจที่พอรับได้ คนตุลาแม้ไม่ได้รับความยุติธรรม แต่เป็นฝ่ายแพ้ ไม่สามารถเรียกร้องอะไร ได้คืนรังก็ดีถมไป 6 ตุลาจึงถูกกลบฝัง ถูกทำให้ลืม

ปัจจัยข้อสาม เศรษฐกิจทุนนิยมโลกในยุคนั้น ยุคเรแกน & แทตเชอร์ ก้าวสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งบีบให้ทั้งโลกเปิดเสรี เปิดรับการลงทุน กระตุ้นบริโภคนิยม แต่ในเบื้องต้นก็เป็นผลดี ทำให้เศรษฐกิจไทย “โชติช่วงชัชวาล”

นี่ดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่ใช้อยู่ กำลังจะสานต่อพลังประชารัฐ เพื่อไปสู่รัฐบาลหลังเลือกตั้ง ที่หวังจะให้โลกเชื่อระบอบครึ่งครึ่ง คือครึ่งประชาธิปไตยมีเลือกตั้งให้ต่างชาติลงทุน ครึ่งเผด็จการมีอำนาจรวมศูนย์เพื่อรักษาความมั่นคง ผนึกกลุ่มทุนใหญ่ คนชั้นกลางระดับบน คนมั่งมี ร่วมค้ำจุน พร้อมกับสงเคราะห์คนจน