รองโฆษกอธิบายว่า เรื่องนี้ยืดเยื้อมานานแล้ว ทำให้ทางวัดมีโอกาสบิดเบือนว่าการเข้าจับกุมตัวพระธัมมชโย เป็นการทำลายศาสนา ส่งผลให้สังคมเข้าใจผิด

กรณีวัดพระธรรมกายลุกลามมาจากการตั้งข้อหากับพระธัมมชโย ผู้ก่อตั้งวัด ก่อนใช้มาตรา 44 ประกาศให้บริเวณวัดเป็นพื้นที่ควบคุม

ตามมาด้วยการเข้าค้นวัดในซอกมุมต่างๆ แต่ไม่พบพระธัมมชโย

กำลังเจ้าหน้าที่ยังคุมเชิงต่อไป อาจเพราะพบร่องรอยว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัด อาทิ มีการโทรศัพท์จากเครื่องที่เจ้าสำนักใช้เป็นประจำ การปรุงอาหารเมนูประจำ การป้องกันบางจุดบางพื้นที่ของทางวัด ฯลฯ

ปัญหาขยายตัวออกไปเรื่อย ด้วยท่าทีของ2 ฝ่าย ทางวัดดูเหมือนตั้งป้อมรับมือเจ้าหน้าที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่มีข้อสงสัยต่างๆ

มีการออกข่าวโจมตีกันสารพัด

บางประเด็นน่าห่วงว่าจะบานปลายออกไป อย่างเช่น การยกเอาเรื่องของ “ผีบุญ” ในประวัติศาสตร์มาเปรียบเทียบ

วันสองวันนี้ เอาเรื่อง “ยันตระ” มาเทียบอีก

กรณีวัดพระธรรมกายทำให้คนในสังคมเห็นต่างกันมาแต่เดิมการเข้า

ดำเนินการของรัฐบาลในรอบนี้ เร่งบรรยากาศของความเห็นต่างให้ร้อนระอุขึ้นมาอีก

มีกองเชียร์-กองแช่ง แบ่งข้างความเชื่อ และถ้า 2 ฝ่าย 2 ตัวแทนความเชื่อโคจรมาเจอกันในพื้นที่ไหน จะเห็นการปะทะ ประคารม-ความคิด ความเห็น

เมื่อดีเอสไอออกมาบอกว่า เรื่องจะจบใน 5 วันนี้ ก็แสดงว่ารัฐบาลเองตระหนักชัดแล้วว่า หากยืดเยื้อไปมากกว่านี้ ไม่เป็นผลดีแน่นอน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า จะจบกันยังไง แบบไหน

กรณีธรรมกาย หากใช้สำนวนตามคำรำพึงของ “สมภารกร่าง” ในนิยายไผ่แดง ของ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็คือ เป็นเรื่องของ “อาณาจักร” กับ “พุทธจักร” ทับซ้อนกันอยู่

อาณาจักรก็คือบรรดากฎหมาย ระเบียบบ้านเมือง ที่มีบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับผิดชอบ กับเรื่องของคณะสงฆ์ไทย ที่อยู่ภายใต้มหาเถรสมาคม

ถ้าอยากให้เรื่องจบดีๆ เป็นโปรไฟล์สวยๆ เอาไว้อ้างอิงได้ในอนาคต ก็ต้องแบ่งแยกเรื่องราว ให้เป็นไปตามวิถีทางของแต่ละเรื่อง

ต้องไม่ลืมว่า กรณีธรรมกายนอกจากอ่อนไหวด้วยปมทางศาสนา ความเชื่อแล้ว ยังโยงไปถึงเรื่อง “สิทธิ” ที่ประเทศเราเองโดนกล่าวหาอยู่หลายกรณี

เร็วๆ นี้ จะมีการประชุมระดับโลกในปัญหาเรื่องสิทธิ การใช้กฎหมายพิเศษอาจเป็นประเด็นขึ้นมาได้