จากการับตำแหน่งอัยการสูงสุด นายเข็มชัย ชุติวงษ์ อัยการสูงสุดคนที่ 14 ซึ่งรับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา และได้แถลงต่อสื่อมลชน ช่วงหนึ่งได้กล่าวถึงการเตรียมดำเนินคดีกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  มีพฤติกรรมเข้าข่ายการกระทำความผิด หมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา112 ซึ่งจากนี้เมื่อมีคำสั่งสมควรสั่งฟ้องแล้วก็เหลือเพียงกระบวนการติดตามตัวโดยประสาน ปอท. ให้ดำเนินการออกหมายจับหากทราบแหล่งที่อยู่ชัดเจนก็จะต้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนทันทีเพื่อดำเนินกระบวนการฟ้องคดี ซึ่งคดีนี้เป็นคดีอาญาไม่ใช่คดีทุตริต ที่อยู่ในอำนาจศาลฎีกาฯดังนั้นการฟ้องจะต้องมีตัวจำเลยยื่นต่อศาล จากที่เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ในโลกสังคมออนไลน์ ได้มีการโพสต์คลิป.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ความยาว 1.32 นาที ที่กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นภาษาไทยถึงสถานการณ์ในเมืองไทย โดย.ทักษิณ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และอ้างถึงผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจจนทำให้รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถบริหารราชการได้ รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ทหารด้วยถ้อยคำเสียดสีในเรื่องประชาธิปไตยว่าทหารคงชอบประชาธิปไตยแบบพม่า

นอกเหนือจากพฤติกรรมเข้าข่ายการกระทำความผิด หมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา112 ที่นายทักษิณได้ออกมาเคลื่อนไหวปี2558 ที่เป็นเทศเกาหลี ตามที่ได้นำเรียนไปแล้วนั้น พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่อย่างใด ซึ่งพฤติกรรมการจาบจ้วงสถาบันได้เกิดขึ้นคือ การพูดจากระทบกรอบสถาบัน พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ นายทักษิณ มีปัญหาในชีวิตตลอดมา นับตั้งแต่มีอำนาจทางการเมือง พฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่คุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันที่ปรากฏเป็นข่าวมาโดยตลอด บางส่วนเป็นการเคลื่อนไหวของบุคคลนอกประเทศ   บางส่วนเป็นการเคลื่อนไหวของบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับนายทักษิณ ชินวัตร  หรือ บางส่วนอาจก่อให้ข้อสงสัยได้ว่า พฤติกรรมของนายทักษิณ ชินวัตร  เองอยู่ในข่ายสนับสนุนให้เกิดการกระทำในลักษณะดังกล่าวด้วย  ดังปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้

ลองมาย้อนรอย ในช่วงที่นายทักษิณยังดำรงตำแหน่งเป็นนากรัฐมนตรี เริ่มด้วยกรณีที่ นายทักษิณ ได้เป็นประธานทำบุญประเทศในวัดพระแก้วเมื่อวันที่ 10 เม.ย.48 หลังเรื่องและภาพดังกล่าวถูกเปิด ซึ่งในขณะนั้นเกิดการตั้งคำถามจากสังคมว่าเป็นการกระทำที่บังควรหรือไม่? กับการที่นายทักษิณ แต่งกายไม่สุภาพ โดยปกติแล้วข้าราชการหรือนักการเมืองต้องใส่ชุดปกติขาว มิหน่ำซ้ำยังนั่งล้ำหน้าผู้ร่วมงานคนอื่นๆ มีพรมแดงรองพื้น อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่มาคุกเข่าให้ นายทักษิณกรวดน้ำ

จากนั้นเกิดคำถามมากมายจากสังคมว่าการกระทำดังกล่าวสมควรหรือไม่ ต่อมานายทักษิณ ก็ได้ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายก ในขณะนั้น ได้ออกมาชี้แจงว่า การเข้าไปทำบุญในวัดพระแก้ว ได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พร้อมทั้งแจกเอกสารการขออนุญาตให้สื่อมวลชนเพื่อเป็นการยืนยัน  แต่ก็ยังคาใจพี่น้องประชาชนอยู่จำนวนมาก เมื่อพบว่าสิ่งที่ผิดปกติในเอกสารดังกล่าวว่า เหตุใดจึงทำหนังสือขออนุญาตกระชั้นชิดมาก เพราะพิธีทำบุญจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 เม.ย. แต่ทำหนังสือขออนุญาตในวันศุกร์ที่ 8 เม.ย.หรือล่วงหน้าเพียง 2 วัน อีกทั้งยังติดช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่เท่านั้น เมื่อสังเกตหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการ ยังลงท้ายว่าวันที่ 11 เม.ย.48

ต่อมานายทักษิณก็ได้พูดจาทำนองจาบจ้วงเบื้องสูงอีกครั้งเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.48 ในงาน”นายกฯ พบแท็กซี่”ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก  โดยมีการถ่ายทอดสดออกโทรทัศน์ช่อง 11  บางช่วงบางตอนนายทักษิณได้กล่าวเอาไว้ว่า..

“…บางช่วงนี่นะ ให้คนนั่งแท็กซี่ บอกว่าเนี่ยผมกำลังเหลิงจะเป็นประธานาธิบดี ปัดโธ่! เป็นแค่นี้เหนื่อยจะตายห่าอยู่แล้ว ทุกวันนี้อยู่ด้วยจิตรับผิดชอบ แล้วเอะอะอะไรก็ แหม! หาว่าผมไม่จงรักภักดี ปัดโธ่! ถ้านายกฯ ไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี” แน่นอนว่าการพูดจาดังกล่าว ได้ทำให้นายทักษิณถูกท้วงติงจากคนไทยทั่วทั้งประเทศ

ต่อมาในปี49 เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายทักษิณ ได้แสดงพฤตกรรมก้าวร้าวประกาศผ่านรายการวิทยุ “นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” ในลักษณะจวบจ้วง ในทำนองที่ว่าคนที่จะสามารถให้ตนลาออกได้มีคนเดียวเท่านั้น คือ พระเจ้าอยู่หัว ถ้าพระเจ้าอยู่หัวกระซิบให้ตนลาออก จะลาออกทันที  การกระทำดังกล่าวของนายทักษิณไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง ไม่ควรดึงพระองค์มาสู่เรื่องการเมือง  ช่วงหนึ่งระบุว่า..

“คนที่จะให้ผมออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้ ไม่ต้องหลายคนเลย คนเดียวให้ออกได้เลย นั่นคือพระเจ้าอยู่หัว ถ้าพระเจ้าอยู่หัวกระซิบผม รับสั่งคำเดียว ทักษิณออกเถอะ รับรองกราบพระบาทออกแน่นอน”

ไม่กี่เดือนต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.49   นายทักษิณ เคยได้กล่าวถึง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ระหว่างประชุมหัวหน้าส่วนราชการทั้งระดับปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ว่าราชการจังหวัดกว่า 500 คน ซึ่งการเรียกประชุมครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากอัยการมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ 5 พรรคการเมือง รวมทั้งพรรคไทยรักไทยฐานจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง  โดย นายทักษิณอ้างว่า ต้องการประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานของรัฐบาลตนที่อยู่ในช่วงรักษาการ อ้างว่า ปัญหาบ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ในขณะนั้น เป็นเพราะหลายคนไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง หลายคนไปยุ่งหน้าที่ของคนอื่น หลายคนไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่ชอบไปสั่งการในเรื่องของคนอื่น ทำให้วุ่นวายไปหมด และว่า มีองค์กรนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูเหมือนมีบารมีเข้ามาวุ่นวายองค์กรที่อยู่ในระบบรัฐธรรมนูญมากเกินไป จึงเกิดความวุ่นวายขึ้น

“ความวุ่นวายมันเกิดจากหลายอย่าง อย่างหนึ่งเนี่ย เมื่อใด เป็นทฤษฎีบริหารเลยนะ เมื่อใดองค์กรตามปกติถูกองค์กรที่นอกระบบครอบงำหรือมีอิทธิพลมากกว่าองค์กรปกตินั้น วุ่นวาย หรือถ้าจะแปลเป็นไทยชัดๆ ก็คือ วันนี้องค์กรนอกรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ในรัฐธรรมนูญ คือบุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป”
ต่อมาภายหลังจากที่คณะคมช. เข้ายึดอำนาจจากนั้นนายทักษิณก็ได้เดินทางหลบหนีคดีออกนอกประเทศโดยย้อนไปเมื่อวันที่เมื่อวันที่20 พฤษภาคม 2558 ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นภาษาไทย ซึ่งบันทึกเทปโดย Chosun Media (โชซัน มีเดีย) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเมืองในประเทศไทย เผยแพร่ผ่านยูทูป

ประเทศไทย ตราบใดที่เขาปล่อยให้ทำงาน ก็ยังมีอำนาจ แต่ถ้าไม่ปล่อยให้ทำงานก็ไม่มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองคมนตรีทั้งหลาย เที่ยวนี้ทหารก็จะฟังองคมนตรี เพราะตอนที่เขาไม่ต้องการให้เราอยู่ เขาก็ให้สุเทพออกมา และให้ทหารเข้ามาช่วย และก็มีพวกบางคนจาก(จุด จุด จุด) มาช่วย เลยทำให้เราไม่มีอำนาจอะไร ผมก็เลยคุยกับนายกรัฐมนตรี ปูว่าเหตุการณ์เหมือนที่พี่โดนมาทหารเขาอาจจะชื่นชอบประชาธิปไตยแบบพม่า ที่พม่าเลิกแล้ว แต่เค้าชอบอย่างนั้นไง เราไม่รู้ ผมก็ยังตำหนิเค้าไป เขาก็ยังอายุน้อย เค้าคงโกรธ ที่ปฏิวัติแบบนี้ เค้าก็คงโกรธว่าประเทศไทยมาดีๆแล้ว  แต่เค้าคงโกรธนะ เราเป็นครอบครัวสาธารณะ จะพูดอะไรต้องระมัดระวัง15 มีนาคม 2553 ทักษิณ ได้วีดีโอลิงค์ มายังกลุ่มผู้ชุมนุมนปช. เวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งไม่ว่าคนไหนที่ได้ฟัง คงรู้สึกสับสน และตั้งคำถามขึ้นในใจตัวเอง กับวลีตอนหนึ่งที่ได้ระบุถึงอำมาตย์อายุ80กว่านั้น ว่าหมายถึงใคร

และเหนือสิ่งอื่นใด การสื่อสารกับกลุ่มนปช.ด้วยประโยคดังกล่าว ทักษิณกำลังนึกคิดและมีความประสงค์อะไรอยู่ภายในใจกันแน่“ความคิดของท่านมันตกโลกไปแล้ว อย่าฉุดคนไทยให้ตกโลกไปกับท่านเลย เพราะอีกไม่นานท่านก็ลาโลกนี้แล้ว…อำมาตย์อายุ80กว่า คงไม่เข้าใจหรอก”

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2552 ทักษิณ วีดีโอลิงค์มายังการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ปักหลักชุมนุมด้านหน้า ทำเนียบรัฐบาลว่า ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม เป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และองคมนตรีบางท่าน คือ พล.อ.สุรยุทธ์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ได้ใช้อำนาจทหารค้ำตำแหน่งของนายอภิสิทธิ์
คำพูดตอนหนึ่งยังระบุอีกว่า “การที่ป๋าลงมาเล่น แล้วสั่งโน่นนี่ ในฐานะเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมันเป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการของประเทศเสียหายหมด ระบบสองมาตรฐาน ความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น”

กรณีศาลฎีกาพิพากษายืนไม่รับฟ้องคดีที่นายทักษิณฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีให้สัมภาษณ์ระบุ “ทักษิณ” อยากเป็นประธานาธิบดี เมื่อปี 52 ซึ่ง ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์เป็นบุคคลสาธารณะที่สมัครใจเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ มีทั้งอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศ และต้องรับผิดชอบจากการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบสูงกว่ามาตรฐานของบุคคลทั่วไป ทั้งถ้อยคำของจำเลยที่ให้สัมภาษณ์ก็มิได้ปรุงแต่งข้อเท็จจริง แต่มีผลต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาโดยตลอดจากการกระทำของโจทก์เองและกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุน อาทิ โจทก์เคยพูดต่อข้าราชการ กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และกลุ่มคนขับแท็กซี่ว่า ผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ แทรกแซงองค์กรอิสระ และศาล

 

นี่เป็นตัวอย่างที่สำนักข่าวทีนิวส์รายงาน วิเคราะห์ ตั้งคำถามกับพฤติกรรมเหล่านี้บนหลักฐาน ข้อเท็จจริงตามกระบวนวิธีของการนำเสนอสื่อสาธารณะและเป็นไปใต้กรอบของ กม. มาโดยตลอด มิใช่การให้ข้อมูลเท็จ ใส่ร้าย หรือ กลั่นแกล้งกันแต่อย่างใด  และทั้งหมดที่กล่าวมา น่าจะชัดเจนเพียงพอแล้วว่านาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ  จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ดังเช่นที่เขาได้พร่ำบอกกับประชาชนคนไทยหรือไม่?