โกงสมบัติชาติไม่จบไม่สิ้นไม่ไว้ใจมันค่ะ คัดค้านมันค่ะ

“ร่างพรบ.จัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจมีผลอย่างไรต่อประชาชน?”

มีผู้อ่านส่งบทความของนายบรรยง พงษ์พานิชตามลิงค์ข้างล่าง ซึ่งอธิบายละเอียดถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และผมเห็นว่ามีข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์หลายจุด จึงนำมาแจ้งให้ผู้อ่านที่ติดตามการถกแถลงเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ “การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ” ที่เสนอโดยรัฐบาล คสช. และกำลังอยู่ในการพิจารณาของ สนช.

ในด้านเหตุผลความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงการบริหารรัฐวิสาหกิจนั้น เป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ว่าโดยประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการและในฐานะที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ และจากที่ผมได้พูดคุยกับสหภาพของรัฐวิสาหกิจและพนักงาน ต่างก็ล้วนเห็นพ้องกับความจำเป็นเรื่องนี้ และไม่มีใครต้องการต่อต้านการปฏิรูป เพราะทุกคนตระหนักว่ารัฐวิสาหกิจที่บริหารงานดีและทรงประสิทธิภาพย่อมเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั้งมวล ผมจึงเห็นด้วยกับข้อมูลในบทความดังกล่าว แต่เห็นด้วยเฉพาะในส่วนที่บรรยายถึงสภาพปัญหาปัจจุบัน และที่บรรยายแสดงถึงความจำเป็นที่จะต้องวางแผนงานด้านการปฏิรูปให้เหมาะสม

แต่ในส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยนั้น ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้อ่านเพื่อจะได้พิจารณาเรื่องนี้จากทุกแง่มุม

1. หลักคิดในการปฏิรูป

1.1 ต้องเริ่มต้นก่อนว่า ควรจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยใช้ทิศทางรวม (Approach) อย่างไร?

วิธีคิดโดยปกติทั่วไปนั้น ย่อมจะเน้นหาทางปรับแนวทางดำเนินการของรัฐวิสาหกิจให้สนองต่อความต้องการของสังคมและประชาชนเป็นหลัก (Social approach) แต่ร่างกฎหมายดังกล่าว มี 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งมีทิศทางรวมที่แสวงหาคำตอบในการสนองต่อความต้องการของสังคมและประชาชนเป็นหลัก (Social approach) แต่มีส่วนที่สอง ที่จัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติและโอนรัฐวิสาหกิจต่างๆ เข้าไปอยู่ในบรรษัทในลักษณะเป็นฝาชี ส่วนที่สองนี้ เน้นหาทางปรับแนวดำเนินการของรัฐวิสาหกิจโดยใช้ทิศทางรวมเชิงธุรกิจ (Business approach) แต่เนื่องจากความคิดในการใช้ทิศทางรวมเชิงธุรกิจ (Business approach) เพื่อปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องใหม่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายรายที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับทิศทางนี้ จึงต้องตั้งคำถามว่า การใช้ทิศทางรวมเชิงธุรกิจ (Business approach) เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ประเทศไทยหรือไม่?

1.2 ต้องเริ่มต้นอีกด้วยว่า สังคมไทยต้องการให้รัฐมีบทบาทในเชิงธุรกิจอย่างไร?

ผมมีความเห็นว่าสังคมไทยมิได้ตั้งความหวังให้รัฐบาลเป็นผู้ทำกิจกรรมในเชิงธุรกิจเพื่อมุ่งหากำไรเป็นหลัก โดยจะมุ่งหวังให้รัฐบาลเป็นเพียงผู้คุมกฎ ตั้งกติกาให้เป็นธรรม และทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้เอกชนและประชาชนทั่วไปสามารถทำธุรกิจหากำไรได้เต็มที่ มากกว่าที่รัฐบาลจะเข้าไปเป็นผู้ที่มุ่งหากำไรด้วยตนเอง

1.3 ประเทศที่ใช้ระบอบคอมมูนิสต์ทุกประเทศจะมีข้อห้ามเอกชนทำธุรกิจ รัฐบาลจึงเป็นผู้ทำธุรกิจแต่ผู้เดียว รัฐบาลคอมมูนิสต์จึงจัดตั้งรัฐวิสาหกิจสำหรับบริการประชาชนเสียทุกเรื่อง

แต่ประเทศที่ใช้ระบอบเศรษฐกิจเสรีจะยึดหลักให้เอกชนเป็นผู้ทำธุรกิจหากำไร

ถามว่าถ้ารัฐบาลเข้ามามีหน้าที่ในการทำธุรกิจหากำไร จะมีผลดีผลเสียอย่างไร? ผู้อ่านบางส่วนอาจจะเคลิบเคลิ้มกับความฝันว่ารัฐบาลเป็นผู้ทำธุรกิจหากำไร เพราะหวังว่าจะสามารถเอากำไรมาใช้ดูแลประชาชนได้ และผู้อ่านรายที่ไม่ชำนาญทำธุรกิจ ก็อาจจะคิดว่าการมีรัฐบาลเป็นผู้หากำไร จะทำให้ประชาชนสะดวกสบาย แต่โมเดลที่เน้นให้รัฐบาลทำธุรกิจนั้น จะมีข้อเสียมากมาย รัฐบาลจะเบียดบังทำให้เอกชนหมดโอกาส เพราะไม่มีเอกชนรายใดที่สามารถแข่งขันสู้กับรัฐบาลได้ ดังนั้น ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ จึงไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรของประเทศไปในเรื่องโน้นเรื่องนี้ หรือเป็นผู้จัดสรรโอกาสให้แก่บุคคลต่างๆ แต่สังคมจะได้ประโยชน์สูงสุดต่อเมื่อรัฐบาลปล่อยให้กลไกตลาดเสรีเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ในการจัดสรรทรัพยากรและโอกาสให้แก่สังคม ดังนั้น หน้าที่ของรัฐจึงควรเป็นผู้สร้างบรรยากาศ สร้างสิ่งแวดล้อม และหาทางทำให้ประชาชนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันมากที่สุดที่จะทำได้

1.4 สำหรับประเทศไทย หลักคิดว่ารัฐไม่ควรเป็นผู้มีหน้าที่ในการทำธุรกิจทำกำไรนั้น บัดนี้ได้สะท้อนไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 75 ท่ีบัญญัติห้ามมิให้รัฐทำธุรกิจแข่งขันกับประชาชน

การที่รัฐทำสาธารณูปการ/สาธารณูปโภคจึงย่อมมิใช่เพื่อทำธุรกิจทำกำไร แต่จะต้องดำเนินการเพียงเท่าที่จำเป็น ต้องดำเนินการเพียงเพราะภาคเอกชนไม่สามารถทำได้เอง หรือถ้าภาคเอกชนจะทำเอง รัฐก็อาจจะต้องให้สิทธิพิเศษ อำนาจมหาชนของรัฐ และอำนาจผูกขาด อันจะกลายเป็นเปิดช่องทางให้เอกชนทำกำไรแบบง่ายๆ และประชาชนอาจจะต้องรับภาระอัตราค่าบริการที่สูงเกินกว่าที่ควร ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าข้อเสนอให้ใช้ทิศทางรวมเชิงธุรกิจ (Business approach) เพื่อปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไทย จึงเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับบริบทและความมุ่งหวังที่สังคมไทยมีต่อรัฐ ทั้งนี้ อันที่จริง แม้แต่กรณีรัฐบาลคอมมูนิสต์ที่ตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อทำธุรกิจต่างๆ นั้น วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อบริการประชาชน ต่อเมื่อในบางประเทศเช่นจีน มีการนำระบบตลาดเข้ามาใช้ บทบาทรัฐวิสาหกิจจึงเปลี่ยนไป

1.5 ผู้ยกร่างกฎหมายดูเหมือนจะต้องการใช้องค์กรเทมาเสกของรัฐบาลสิงค์โปรเป็นโมเดลสำหรับบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ

ผู้อ่านจึงควรตั้งคำถามก่อนว่าองค์กรเทมาเสกของรัฐบาลสิงค์โปรทำธุรกิจแต่เฉพาะเท่าที่จำเป็นและเพื่อบริการประชาชนหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะเทมาเสกทำธุรกิจในเชิงพาณิชย์เยี่ยงเจ้าสัว มีการเจรจาซื้อขายกิจการอย่างชำนาญเหมือนอย่างพ่อมดการเงินทั้งหลายโดยเอากำไรเป็นเป้าหมาย แต่ทั้งนี้ ประวัติศาสตร์ของเทมาเสกแตกต่างจากรากฐานการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะเทมาเสกเริ่มต้นมาจากการได้อิสรภาพของสิงค์โปร ทำให้รัฐบาลสิงค์โปรได้กรรมสิทธิ์ในธุรกิจต่างๆ และทรัพย์สินที่อังกฤษสร้างสมเอาไว้แบบปัจจุบันทันด่วน เมื่อรัฐบาลสิงค์โปรได้รับทรัพย์สินเหล่านี้ ก็ต้องสรวมสิทธิ์ทันที ดังนั้น จึงมิใช่รัฐบาลสิงค์โปรเริ่มต้นด้วยการจัดตั้งองค์กรเพื่อทำธุรกิจทำกำไรเป็นการเฉพาะ และบริษัทที่เทมาเสกถือหุ้น ถึงแม้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่มีชื่อเสียง และเป็นบริษัทชั้นนำ แต่ก็มิได้มีเป้าหมายด้านสังคมเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจของไทย

1.6 วัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจไทยมิใช่เพื่อทำธุรกิจทำกำไร แต่เพื่อบริหารจัดการด้านสาธารณูปการ/สาธารณูปโภคเป็นสำคัญ

ข้อสรุปในส่วนนี้

กรณีของไทยจึงเป็นการดำเนินการเพราะเหตุจำเป็น เป็นการดำเนินการแบบไฟต์บังคับ เป็นการดำเนินการเพื่อความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก การนำเอาแนวคิดที่จะใช้ทิศทางรวมเชิงธุรกิจ (Business approach) มาปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นการสะท้อนค่านิยมของเซียนธุรกิจที่มองอะไรเป็นเงินเป็นทอง มากกว่าการตั้งโจทย์ที่เอารากเหง้าและปรัชญาของวิสาหกิจในส่วนของภาครัฐในบริบทของสังคมไทยเป็นที่ตั้ง และมิได้มองจากแง่มุมประโยชน์ของประชาชนเท่าที่ควร

2. ข้อเสียของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ

2.1 ต้องเริ่มต้นก่อนว่า การมีบรรษัทนั้นจะเพิ่มคุณค่าใดแก่สังคมไทย?

ร่างกฎหมายนี้บัญญัติจัดตั้งกระบวนการในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไว้แล้วในองค์ประกอบ คนร. ซึ่งทำหน้าที่ด้านเสนอนโยบาย วางแผนยุทธศาสตร์ วิเคราะห์ติดตามผล บังคับการเปิดเผยข้อมูล และกรอบธรรมาภิบาล ในบทบาทที่เรียกได้ว่าเป็น Steering Committee โดยขับเคลื่อนผ่านบอร์ดของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่มีทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบเต็มๆ โดยอำนาจหน้าที่ของบอร์ดนั้นมีบัญญัติอยู่แล้วในกฎหมายของแต่ละรัฐวิสาหกิจ และยังมีความรับผิดชอบตามกฎหมายว่าด้วยความผิดพนักงานองค์การของรัฐอีกด้วย

ถามว่าบรรษัทที่จะต้องใช้เงินของชาติจัดตั้งเริ่มต้นเป็นเงินถึงหนึ่งพันล้านบาท จะเพิ่มคุณค่ากรอบธรรมาภิบาลใดได้ ที่นอกเหนือไปจากอำนาจของ คนร. ? คำตอบคือ ไม่มี ดังนั้น บรรษัทจึงมิได้เพิ่มคุณค่าใดๆ ให้แก่สังคมไทยในจุดนี้

2.2 ถามต่อไปว่าบรรษัทจะเพิ่มความคล่องตัวเชิงพาณิชย์ให้รัฐวิสาหกิจหรือไม่ อย่างไร?

เนื่องจากกรอบการทำงานของแต่ละรัฐวิสาหกิจนั้น ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมาย ดังนั้น การเปลี่ยนผู้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจจากกระทรวงการคลังไปให้บรรษัทเป็นผู้ถือหุ้นแทน ย่อมไม่สามารถเพิ่มช่องทางเชิงพาณิชย์ใดๆ ได้ และยังมีประเด็นอีกว่า การพยายามแสวงเพิ่มช่องทางเชิงพาณิชย์ให้รัฐวิสาหกิจก็ไม่ตรงกับปรัชญาของวิสาหกิจในส่วนของรัฐในบริบทของสังคมไทย

ส่วนตัวองค์กรของบรรษัทเองนั้น ต้องยอมรับว่าจะมีความคล่องตัวเชิงพาณิชย์มาก เพราะร่างกฎหมายบัญญัติให้ไม่ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจ อันเป็นการเปิดโล่งให้ข้ามห้วยจากกฎหมายมหาชนไปอยู่ภายใต้กฎหมายเอกชน แต่ความคล่องตัวเช่นนี้ ก็ย่อมมาพร้อมกับความหละหลวมและความเสี่ยง ดังนั้น นอกจากบรรษัทจะมิได้เพิ่มคุณค่าในเชิงพาณิชย์ให้รัฐวิสาหกิจแล้ว ยังทำให้เกิดความเสี่ยงทางธรรมาภิบาลได้อีกด้วย

2.3 ถามอีกว่าเหตุใดผมจึงคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ?

ในหลายประเทศ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพได้ทางหนึ่ง แต่เท่าที่ผมศึกษาติดตามประเทศในยุโรป การแปรรูปที่ได้ผลเพิ่มประสิทธิภาพอย่างแท้จริงนั้น รัฐจะต้องขายหุ้นออกไปทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด เพื่อให้สลัดออกไปจากอ้อมอก และบริษัทที่เกิดจากการแปรรูปจะต้องต่อสู้ในสนามธุรกิจโดยไม่มีแต้มต่ออย่างแท้จริง จะต้องไม่มีภาพพจน์ของรัฐอยู่เบื้องหลัง แต่การแปรรูปที่รัฐยังเก็บหุ้นส่วนใหญ่ไว้นั้น ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพใดๆ เพราะผู้บริหารก็ยังเหมือนเดิม และข้าราชการก็ยังแทรกแซงและมีอำนาจเหนือเกื้อกูลกันอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น การแปรรูปที่ผ่านมาจึงไม่ได้ประสิทธิผลจริงจังในการเพิ่มประสิทธิภาพ

แต่ในทางกลับกัน การแปรรูปที่เกิดในอดีตนั้น มีประวัติการหาประโยชน์กันอย่างไม่อายฟ้าดิน เพราะเคยมีการแปรรูปโดยขโมยเอาทรัพย์สินและทรัพยสิทธิของประชาชนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐวิสาหกิจที่จะขายหุ้น IPO แสดงถึงเจตนาเพื่อใช้รายได้จากทรัพย์สินเหล่านี้ช่วยดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น และยังเคยมีกรณีการตั้งราคาขายหุ้น IPO ที่ต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินอีกด้วย แสดงถึงเจตนาเพื่อทำให้สิทธิการจองหุ้นมีมูลค่าสูง เพื่อนำไปแจกแก่นักการเมืองให้ช่วยผ่านกฎหมายสำหรับการทุจริตเชิงนโยบาย เพื่อแจกพรรคพวก และเพื่อแจกผู้มีอุปการคุณ ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีนักการเมืองและคณะรัฐมนตรีที่ไม่ใส่ใจต่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และถ้าไม่มีนายแบงค์และโบรกเกอร์ขายตัวให้การสนับสนุน ด้วยเหตุนี้ พนักงานและสหภาพรัฐวิสาหกิจตลอดจนภาคประชาชนจึงคัดค้านข้อเสนอใดๆ ที่อาจจะมีการแปรรูปแอบแฝง

ท่านผู้อ่านต้องเห็นใจนะครับ จะไม่ให้ภาคประชาชนระแวดระวังได้อย่างไร ในเมื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปอัปยศที่ขายสมบัติชาติราคาถูกๆ ไปให้แก่ฝรั่ง(ทั้งหัวทองและหัวดำ)นั้น ปรากฏว่าหลายคนได้รับแต่งตั้งจาก คสช. เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี ให้เป็นสมาชิก สนช. ให้เป็นประธานรัฐวิสาหกิจ และให้เข้าร่วมคณะกรรมการต่างๆ อีกมากมาย

ที่แย่กว่านั้นก็คือ ผมได้แจ้งเรื่องที่มีการขายหุ้น IPO ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สิน อันทำให้กระทรวงการคลังเสียประโยชน์เพราะขายหุ้นได้เงินต่ำกว่าที่ควร รวมทั้งพฤติกรรมของโบรกเกอร์ที่น่าจะผิดจรรยาบรรณ ผมได้แจ้งแก่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีคลัง และเลขาธิการ กลต. ไปแล้ว แต่ยังไม่เห็นมีข่าวดำเนินการใดๆ กลับร่วมมือประสานใจกันยกร่างกฎหมายนี้เป็นเสียงเดียว เป็นอันว่าที่ได้ไปครั้งนั้นคงยังไม่พอเพียงเสียกระมัง

2.4 สามารถมีการแปรรูปเกิดขึ้นภายใต้ครอบของบรรษัทได้หรือไม่?

ถึงแม้เจ้าหน้าที่รัฐจะออกมาแซ่ซ้องประสานเสียงกันว่าร่างกฎหมายนี้ไม่เกี่ยวกับการแปรรูป แต่ตามร่างกฎหมายนี้ การแปรรูปสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ครอบของบรรษัท โดยวิธีจัดตั้งบริษัทในชั้นลูกหลาน แล้วโอนทรัพยสิทธิ เอกสิทธิ อำนาจผูกขาด หรือทรัพย์สินที่ได้มาจากอำนาจมหาชนของรัฐ ไปไว้ที่บริษัทลูก โดยเฉพาะถ้าโอนในราคาต่ำ หรือใช้ราคาตามบัญชีที่ยังไม่มีการตีราคาอำนาจผูกขาด ทรัพยสิทธิ หรือเอกสิทธิ แล้วก็หาโบรกเกอร์ขายตัว ควบคู่กับนายแบงค์หน้าเงิน เอาหุ้นเข้า IPO ในราคาต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง เพื่อแจกสิทธิการจองหุ้นให้แก่พรรคพวกเหมือนเดิม ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้ว หรือถ้าไม่เข้า IPO ก็สามารถเจรจาให้เจ้าสัวและนายทุนเข้ามาร่วมถือหุ้น ร่วมได้ประโยชน์จากทรัพยสิทธิ เอกสิทธิ อำนาจผูกขาด เกิดขึ้นได้

กระบวนการแปรรูปในชั้นลูกหลานอย่างนี้ ผมเรียกว่า “ขบวนการล้วงใส้” ดังนั้น ถึงแม้รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นบริษัทแม่จะยังคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจดังที่เจ้าหน้าที่รัฐยืนยันมั่นเหมาะ แต่กิจการส่วนที่ทำง่ายมีกำไร สามารถถูกผ่องถ่ายออกไป ให้เหลือแต่กิจการส่วนที่ทำเพื่อสังคมซึ่งทำยากไม่มีกำไร และบทบาทที่อ้างว่ารัฐวิสาหกิจ(ที่ถูกล้วงใส้ไปแล้ว)ยังมีบทบาทสำคัญต่อสังคมในฐานะเป็นผู้คุมกฎ (Regulator) แบบลมๆ แล้งๆ

2.5 สามารถมีการหาประโยชน์ส่วนตนเกิดขึ้นในบรรษัทได้หรือไม่?

เมื่อครั้งที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เสนอจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ มีส่วนราชการคัดค้าน อ้างว่าจะเปิดช่องทุจริตเกิดขึ้นได้ แต่ครั้งนี้รัฐบาล คสช. เสนอตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ โดยมีใครต่อใครรวมทั้งนายแบงค์รุ่นใหญ่ออกมาช่วยกันยืนยันรับรองว่าเที่ยวนี้มีธรรมาภิบาลแน่นอน

ผมขอเรียนว่าทุกองค์กรธุรกิจในสังคมแบบเอเซียสามารถมีการหาประโยชน์ส่วนตนเกิดขึ้นได้ และแม้แต่องค์กรเทมาเสกของสิงค์โปร ผมก็ได้ข้อมูลหลักฐานที่น่าสงสัยที่เกิดขึ้นทั้งในระหว่างที่ผมเป็นเลขาธิการ กลต. และภายหลังจากผมพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง และผมได้แจ้งข้อมูลเหล่านี้แก่คณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้แล้ว เพียงแต่ขอให้ไม่บันทึกรายละเอียดในรายงานการประชุมของ สนช. เพื่อมิให้กระทบต่อชื่อเสียงส่วนบุคคลหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ผมขอรับรองว่าข้อมูลที่ผมแจ้งต่อคณะกรรมาธิการนั้น เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น

2.6 การนำเอารัฐวิสาหกิจมารวมเข่งครอบอยู่ในฝาชีบรรษัทนั้น เหมาะสมหรือไม่?

เนื่องจากรัฐวิสาหกิจไทยจัดตั้งขึ้นเฉพาะตามความจำเป็น ในปรัชญาที่แต่ละแห่งมีงานหลัก (mission) ที่เฉพาะเจาะจง รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งจึงมีหน้าที่ทำงานหลักของตนโดยอิสระจากรัฐวิสาหกิจอื่นๆ การเจรจาต่อรองระหว่างรัฐวิสาหกิจก็พึงจะยึดหลักธรรมาภิบาล กำหนดการเจรจาที่ตั้งจุดยืนห่างกันอย่างเหมาะสม แบบที่เรียกว่า arm’s length โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์แอบแฝง แต่เมื่อโอนรัฐวิสาหกิจหลายๆ แห่งไปรวมเข่งอยู่ในฝาชีบรรษัท ความเป็นอิสระนี้อาจจะถูกครอบงำ และการดำเนินการที่เรียกว่า less than arm’s length อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้บริหารบรรษัทต้องการผลักดันให้ราคาหุ้นของรัฐวิสาหกิจแห่งใดแห่งหนึ่งให้สูงขึ้น ก็สามารถชี้นำให้รัฐวิสาหกิจที่เหลือช่วยแสดงอภินิหารทางบัญชีสนับสนุนได้

นอกจากนี้ การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจต้องเปิดให้มีกระบวนการทางการเมืองสามารถกำกับดูแลด้านการเงินผ่านรัฐสภาได้อย่างเข้มแข็งบริบูรณ์

ข้อเสนอใดที่ทำให้การถ่วงดุลโดยภาคการเมือง หรือทำให้การตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ และการติดตามของภาคประชาชน อ่อนเปลี้ยลงไป จะมีผลไม่ต่างจากการปลูกต้นไม้พิษ อันจะผลิดอกออกผลเป็นผลไม้พิษ ที่นอกจากไม่สร้างประโยชน์ใดๆ ให้แก่ประเทศชาติและประชาชน จะกลับทำร้ายประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเราทุกคนด้วย

บทปิดท้าย

ไม่น่าเชื่อว่าร่างกฎหมายอย่างนี้จะเกิดขึ้นในสมัย คสช. ทำไมแนวคิดเชิงธุรกิจ Business approach จึงได้เกิดขึ้น?

ผมวิเคราะห์เอาเองว่า ห้วงเวลาปฏิวัติอาจจะเป็นโอกาสเหมาะที่นักธุรกิจและเจ้าสัวจะเข้ามาเล่นการเมืองแบบซ่อนรูป จากเดิมที่อาศัยนักการเมืองเป็นผู้ถือไพ่ ห้วงเวลานี้สามารถเปลี่ยนมานั่งแถวหน้าถือไพ่เองได้ และกรณี คสช. นั้น ปรากฏว่าวางบทบาทนักธุรกิจและเจ้าสัว แบบไม่ใช่ธรรมดา แต่วางเป็นจุดขายทีเดียว เป็นโอกาสที่ประชาชนเดินถนนจะได้อานิสงค์จากนักธุรกิจและเจ้าสัวที่มีความปราดเปรื่องเหนือมนุษย์เหนือข้าราชการทั่วไป … ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นนะครับ

อย่าเพิ่งวางใจว่านักธุรกิจและเจ้าสัวไม่กินกบนะครับ

 

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้เป็นการปฏิรูปที่ คนร. เห็นว่า ถึงจะไม่อาจกล่าวได้ว่าสมบูรณ์ไร้ที่ติไปทุกอย่างในทันที แต่เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี…
THAIPUBLICA.ORG

ต่อไปนี้คัดค้านกันแชร์กันไป