ที่ศาลจังหวัดตรัง พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทนายความ และนายมาร์ค พิทบูล ทนายความเพื่อสังคม นำนางสาวปวิตรา กองกำพล อายุ 32 ปี หรือพลอย สาวสปา จ.ภูเก็ต ซึ่งตกเป็นจำเลย นางชญาดา สระศรี (คุณแม่พลอย ) เพื่อนร่วมงานสปาของนางสาวปวิตรา เดินทางมา รับฟังคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ในคดีนางสาวปวิตราตกเป็นจำเลยในข้อหา ซึ่งถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 10 ปี และปรับเป็นเงิน 289,000 บาท ต่อมานางสาวปวิตรา ร้องขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ไร้เงาผู้เสียหายหรือทนายความ ไม่มารับฟังคำตัดสินของศาลแต่อย่างใด

โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 40 นาที พิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น คือ สั่งจำคุกจำเลย เป็นเวลา 10 ปี และปรับเป็นเงิน 289,000 บาท โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานต่างๆ ที่ฝ่ายจำเลยได้ยื่นมา ไม่สามารถนำมาหักล้างข้อกล่าวหาได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการของกระทรวงยุติธรรม ดำเนินการเพียงลำพังร่วมกับจำเลย โดยไม่มีการตั้งคณะทำงานหรือหน่วยงานอื่นร่วมทำงานด้วย จึงฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นดังกล่าว   ทำให้นางสาวปวิตรา คุณแม่ และเพื่อนๆ ต่างก็พากันร่ำไห้ โดยรองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทีมทนาย และทนายเพื่อสังคม ได้ช่วยกันระดมเงินจำนวน 63,000 บาท เพื่อเช่าหลักทรัพย์ วงเงิน 4.5 แสนบาท  เพื่อยื่นต่อศาลขอประกันตัวนางสาวปวิตราในทันที โดยศาลให้ประกันตัวในเวลาประมาณ  14.00 น.

พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวหลัง ทราบคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ว่า ทางกระทรวงยุติธรรมก็ยังยืนยันว่า นางสาวปวิตราเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็จะศึกษาคำตัดสินของศาลเพื่อแก้ไข และรวบรวมหลักฐาน หาแนวทางการต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาต่อไป จะไม่ทิ้งจำเลยอย่างแน่นอน แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียดของเหตุผลต่างๆ ที่ศาลยกมา และมองว่าพยานหลักฐานทุกชิ้นที่กระทรวงยุติธรรมยื่นเสนอไปต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์มีอะไรบ้าง ฟังไม่ขึ้นเพราะเหตุใด แต่ทีมงานทุกคนได้ระดมเงิน เพื่อเช่าหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวจำเลยออกมา  เพื่อให้จำเลยได้รู้สึกว่า กระทรวงยุติธรรม รวมทั้งภาคประชาชนจะไม่ทอดทิ้งเขา พร้อมยืนเคียงข้างผู้บริสุทธิ์ และจะแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยื่นต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาต่อไป ส่วนที่ศาลไม่ฟังหลักฐานที่คณะทำงานของกระทรวงยุติธรรมที่เข้ามาดูแลคดีนี้ในศาลอุทธรณ์ โดยมองว่าไม่ได้มีในขณะต่อสู้ในระดับศาลชั้นต้น และเข้ามาดำเนินการเพียงลำพังร่วมกับฝ่ายจำเลย จึงไม่น่าเชื่อถือนั้น ปกติการทำงานของคณะทำงาน ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบและร่วมกันทำงาน จึงมีบางส่วนที่ร่วมมืออย่างตรงไปตรงมา แต่บางส่วนก็แอบให้ข้อมูล บางส่วนไม่กล้าเข้ามา แต่ก็ตำหนิกันไม่ได้ เพราะเรามั่นใจว่า ตัวจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ จะยากแค่ไหน ก็ต้องเดินหน้าต่อสู้เพื่อความยุติธรรม จะท้อไม่ได้ ต้องทำเพื่อประชาชน ทุกคนได้กำลังใจคุณพลอยว่า จะไม่ทอดทิ้ง จะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป

ทางด้านนางชญาดา สระศรี คุณแม่ของพลอย ซึ่งเสียใจถึงกับร่ำไห้ กล่าวว่า  หลักฐานที่ยื่นไปศาลไม่รับฟัง ก็ต้องยอมรับในคำตัดสินของศาล ก็ต้องยื่นฎีกาต่อไป เพราะลูกสาวไม่ได้ทำ ผู้เสียหายแค่ชี้ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน และมีหลักฐานอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวลูกสาว โดยตั้งแต่การต่อสู้ในศาลชั้นต้นแล้ว ตัวแม่เองก็ไม่มาร่วมด้วย เพราะทั้งแม่ และลูกสาวก็ไม่รู้เรื่องกฎหมาย คิดอย่างเดียวว่า ไม่ได้ทำเชื่อว่าศาลจะต้องยกฟ้อง แต่ศาลเชื่อหลักฐานของฝ่ายโจทย์ที่มาชี้ตัวยืนยันว่าลูกสาวเป็นผู้กระทำ จึงต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ จะให้ลูกสาวติดคุกเป็นเวลา 10 ปี ในสิ่งที่ลูกสาวไม่ได้กระทำ ยืนยันจะต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แม้จะท้อแท้ก็ตาม    นางสาวปวิตรา กองกำพล อายุ 32 ปี หรือพลอย กล่าวทั้งน้ำตา (สุดสะเทือนใจ) หลังได้รับการประกันตัวออกมาว่า ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน ตนเองไม่ได้กระทำแล้วจะให้รับผิดแทนคนอื่น มันไม่ใช่ พร้อมย้อนถามไปยังผู้ชายซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุ คุณอยู่กับผู้หญิงที่เป็นคนร้ายมาประมาณ 2 – 3 วัน จำไม่ได้เลยจริงหรือว่า ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หนู ผู้หญิงที่กระทำกับคุณ เป็นหนูจริงหรือ… คุณเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า ส่วนตัวหนูอยากเจอเขามาก อยากให้เขาเห็นหนูกับตา ว่าใช่หนูจริงหรือ ที่ทำกับคุณ ที่ผ่านมาแม้จะอยากเจอเขา แต่ไม่กล้าโทรหาเค้า กลัวเขาจะหาว่า ไปคุกคามเค้า อยากให้เขาพบหนู หนูอยากพบเค้า จะให้หนูต้องมารับโทษในสิ่งที่หนูไม่ได้กระทำอย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่ แม้จะเสียใจก็ต้องต่อสู้ต่อไปให้ถึงศาลสุดท้าย…