กลายเป็น  Topic  ร้อนในโลกโซเชียลเมื่อมีการนำพฤติการณ์คนเสื้อแดงในอดีตและปัจจุบันมาเปรียบเทียบกันไว้อย่างน่าสนใจ   และแม้ว่าบางกรณีจะผ่านมานานหลายปี  แต่ทุกครั้งที่มีการหยิบยกมาพูดถึงจะตามมาด้วยคำประณามสาปแช่งเพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น  และบุคคลเหล่านั้นก็ตัดสินใจลงมือกระทำ  หรือ บางคนพูดออกมาต่อหน้ามวลชนเพื่อปลุกเร้าทำสาธารณชนรับรู้ลึกถึงแก่นความคิดภายในตัวตนแกนนำ    และตอกย้ำให้เห็นว่าการบ่มเพาะเรื่องแนวคิดการสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ  เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศ  เข้ามาแทรกแซงการเมืองไทย   ด้วยเจตนาแฝงเร้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมีมาโดยตลอด  เหมือนกับหลักฐานชุดความคิดต่าง ๆ ที่ “สำนักข่าวทีนิวส์” นำเสนอไปในหลายครั้งหลายหนในภาคของ “ขบวนการล้มเจ้า” ซุ่มซ่อนแฝงตัวอยู่ในหมู่มวลชนคนเสื้อแดง ??

กรณีแรกคือ นายอริสมันต์  พงษ์เรืองรอง แกนนำนปช.  ปราศรัยต่อหน้ามวลชนคนเสื้อแดง  เมื่อ  วันที่ 29 ม.ค. 2553  ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก   ระบุว่า  “พี่น้องนัดกันคราวหน้า ถ้ารู้ว่าเขาจะปราบปราม ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก มาด้วยกัน ขวดแก้วคนละใบ มาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า บรรจุให้ได้ 75 ซีซี ถึง 1 ลิตร ถ้าเรามาหนึ่งล้านคนในกรุงเทพมหานคร มีน้ำมันหนึ่งล้านลิตร รับรองว่า กทม.เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน”

 

“การสู้ของคนเสื้อแดงแบบง่ายๆ อย่างนี้ บอกให้ทหารได้รับได้ทราบ บอกให้ทหารสุนัขรับใช้อำมาตย์ได้รู้ว่า ถ้าคุณทำร้ายคนเสื้อแดง แม้เลือดหยดแต่หยดเดียวนั่นหมายความว่า กรุงเทพฯ จะเป็นทะเลเพลิงทันที ส่วนต่างจังหวัด จตุพร (พรหมพันธุ์) ได้บอกแล้ว ให้รอฟังข่าวว่า พี่น้องที่อยู่ในต่างจังหวัด ไม่ได้มาไม่เป็นไร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นทันทีรวมตัวกันที่ศาลากลาง ไม่ต้องรอเงื่อนไข จัดการให้ราพณาสูรเหมือนกัน…. ”

 

เลวร้ายที่สุดคือการขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2553 ณ เวทีชุมนุม นปช.จังหวัดอุดรธานี นายอริสมันต์  ระบุต่อหน้ามวลชนคนเสื้อแดงว่า  “ครั้งนี้จะเป็นการคิดบัญชีรัฐบาลทรราชอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวกอำมาตย์เฒ่าทั้งหลาย คุณไม่ต้องมาบอกว่าสถานที่สำคัญที่เขาจะไปก่อวินาศกรรม คุณไม่ต้องไปปูดข่าวบอกว่าสถานที่ที่เป็นศาสนสถานของพวกมุสลิม โรงพยาบาลแล้วก็ถนนราชวิถี สะพานข้ามแม่น้ำ   โรงพยาบาลศิริราช  สนามบิน  ทำเนียบฯ กระทรวงสำคัญๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ค่ายทหาร บ้านบุคคลสำคัญ และศาลยุติธรรม และองค์กรอิสระ คุณไม่ต้องบอก ถ้าหากว่าคุณใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดง รับรองว่าไอ้สิ่งที่คุณพูดถึงนี้จะไม่เหลืออยู่ในประเทศไทยอย่างแน่นอน”

 

การแสดงออกด้วยคำพูดในเชิงคุกคามสถานที่สำคัญ ๆ ของประเทศไทย  โดยเฉพาะโรงพยาบาลศิริราช เมื่อปี  2553  คงไม่ต้องลงลึกรายละเอียดว่า ณ เวลานั้น  สถานที่แห่งนั้นมีความสำคัญอย่างไร  แต่ถือเป็นความทรงจำอันเจ็บปวดที่คนไทยจะไม่ลืมเลือนในสิ่งที่นายอริสมันต์กล่าวเหยียบย่ำหัวใจคนไทยเอาไว้อย่างไร  ??

 

อีกหนึ่งบันทึกประวัติศาสตร์การคุกคามสถานพยาบาล ซึ่งเป็นที่ประทับรักษาพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราช  ก็คือเหตุการณ์ในวันที่ 29  เม.ย.2553  เมื่อนายพายัพ  ปั้นเกตุ  อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย และ แกนนำเสื้อแดง นปช.  นำมวลชนหลายร้อยคนบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์   อ้างมีการตรวจพบกองกำลังทหารเข้าไปประจำการภายในโรงพยาบาล  แม้ว่าบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ  จะยืนยันว่ารพ.จุฬาลงกรณ์ไม่มีการซุกซ่อนทหารไว้ เพราะสถานพยาบาลไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมืองก็ตาม  แต่นายพายัพ พร้อมการ์ดคนเสื้อแดงยังเดินหน้ากระจายกำลังกันเข้าตรวจค้นบริเวณตึก สก.และอาคารใกล้เคียง

 

 

 

 

ต่อมาผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ต้องตัดสินใจย้ายผู้ป่วยในจากอาคาคารที่อยู่ติดกับกลุ่มผู้ชุมนุมออกทั้งหมด และที่สำคัญในวันที่ 1 พ.ค. 2553   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยัง รพ.จุฬาลงกรณ์ เพื่อทรงเยี่ยมสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประทับรักษาพระอาการอาพาธ พร้อมมีพระราชกระแสรับสั่งให้แพทย์ย้ายสมเด็จพระสังฆราชไปประทับที่ รพ.ศิริราช  นอกจากนี้ยังพระราชทานกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายในโรงพยาบาล และมีพระราชปฏิสันถารกับญาติผู้ป่วย ก่อนจะเสด็จฯ กลับ

 

ล่าสุด ปฏิบัติเลวร้ายจากกระบวนการความคิดของมวลชนที่มีความคิดเดียวกับกับเสื้อแดงนปช.อย่าง นายวัฒนา   ภุมเรศ อายุ 61 ปี  อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจ  ที่มีทัศนคติทางการเมืองฝักใฝ่ระบอบทักษิณ  ก็ก่อพฤติกรรมเลวร้ายในท่วงทำนองเดียวกันกับอดีตแกนนำคนเสื้อแดง  ด้วยการใช้พื้นที่สถานพยาบาลเป็นจุดสร้างความรุนแรง  โดยการลอบก่อวินาศกรรมวางระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า  เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2560  จนทำให้มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ซ้ำร้ายสารภาพด้วยว่าเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้อีกในหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

ปัจจุบันนายอริสมันต์  ถูกศาลอาญาพิพากษา (ฎีกา) จำคุกเป็นเวลา 1 ปีในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา  โดยไม่รอลงอาญา   กรณีกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ากู้ยืมเงินมาเพื่อทุจริตคดโกง, หน่วงเหนี่ยวการยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ นายทักษิณ ชินวัตร และสั่งฆ่าประชาชน ซึ่งเป็นความเท็จ ทำให้นายอภิสิทธิ์ เสื่อมเสียชื่อเสียง

 

นอกจากนี้ทั้งนายอริสมันต์และนายพายัพ  ยังถูกศาลพัทยาพิพากษา (อุทธรณ์) ให้จำคุก  4 ปี โดยไม่รอลงอาญา  ในคดีบุกปิดล้อมโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา และล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรือ อาเซียนซัมมิต ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552  ซึ่งทั้งคู่ถูกคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษพัทยา ในระหว่างรอฟังคำพิพากษาศาลฎีกา  หลังจากจำเลยทั้งหมดได้ยื่นคำร้องต่อสู้คดี

 

ส่วน  นายวัฒนา   ภุมเรศ  มวลชนคนเสื้อแดงที่อ้างเหตุผลในการลอบก่อเหตุวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  ว่าเพื่อต่อต้านทหาร-รัฐบาลคสช.   ขณะนี้ถูกตั้งข้อหากระทำความรวม 4 ข้อหา ประกอบด้วย  1.ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  2.ทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ 3. มีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง  4.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 5. มียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต