หลังสำนักพระราชวัง ประกาศว่า วันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ เป็นวันสุดท้ายของการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทำให้มีประชาชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพอย่างเนืองแน่นทุกวัน เฉลี่ยวันละ 50,000-60,000 คนขึ้นไป เจ้าหน้าที่จึงตั้งเต็นท์ไว้รองรับเพิ่มทั้ง 2 ฝั่งถนนราชดำเนินใน ส่งผลให้การรอคิวเข้ากราบถวายบังคมต้องใช้เวลานานกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยเฉลี่ย 3-8 ชั่วโมงขึ้นไป

นับจากวันนี้เหลือเวลาอีกเพียง 9 วัน ที่ประชาชนจะมีโอกาสได้เข้ากราบพระบรมศพ และเนื่องจากมีผู้มาเข้าคิวรอจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม สำหรับการรอเป็นเวลานาน

พว.ปริณ ธรรมเขมภัทร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ สถาบันประสาทวิทยา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่จุดปฐมพยาบาลบริเวณหน้าศาลหลักเมือง กล่าวว่า ภายหลังมีประกาศว่าจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในวันที่ 30 ก.ย.เป็นวันสุดท้าย ทำให้ประชาชนเดินทางมากันจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลารอคิวนาน ประกอบกับบางวันมีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้ประชาชนมีอาการวิงเวียนศีรษะและหน้ามืดเป็นลม เข้ามาใช้บริการที่จุดปฐมพยาบาลเฉพาะบริเวณหน้าศาลหลักเมืองเพิ่มมากขึ้นเป็นวันละ 3,000-4,000 คน จากก่อนหน้านี้ไม่เกินวันละ 100 คน จากการสอบถามทราบว่า บางคนกลัวว่าจะต้องรอนานและไม่มีห้องน้ำ จึงไม่รับประทานอาหารหรือน้ำมา พอเจอกับแดดร้อนก็ทำให้เป็นลม

พว.ปริณ กล่าวต่อว่า อยากฝากถึงประชาชนว่า ที่นี่มีรถห้องน้ำเคลื่อนที่ไว้คอยบริการตามจุดต่างๆ ทั้งในและนอกสนามหลวง หากต่อคิวอยู่ก็สามารถออกมาเข้าได้ ขอให้รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ หรือพกมารับประทานระหว่างรอ ถ้ามีโรคประจำตัวควรพกยามาด้วย เนื่องจากบางโรคเป็นยาเฉพาะกลุ่ม ซึ่งที่จุดปฐมพยาบาลจะมีแค่ยาสามัญเท่านั้น ส่วนผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวที่มีอาการหนัก ต้องมีญาติมาคอยดูแลด้วย และหากผู้ปกครองนำเด็กเล็กมา ควรมีอุปกรณ์ป้องกันแดดและฝน ให้สวมใส่ผ้าที่สบาย ระบายอากาศได้ดี หากอากาศร้อนมากให้นำน้ำลูบตัวเด็ก เพื่อระบายความร้อนได้

สำหรับจุดปฐมพยาบาลจะมีทั้งหมด 11 จุด ประกอบด้วย จุดที่ 1 เต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี บริเวณด้านในท้องสนามหลวง, จุดที่ 2 พระแม่ธรณีบีบมวยผม

, จุดที่ 3 สนามหลวงด้านทิศใต้ ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง, จุดที่ 4 สนามหลวงทิศเหนือ (กองอำนวยการ กทม.), จุดที่ 5 ประตูวิเศษไชยศรี (กองอำนวยการ ตร.), จุดที่ 6 หน้าศาลหลักเมือง, จุดที่ 7 ข้างกระทรวงกลาโหม, จุดที่ 8 สนามหลวงทิศใต้ ตรงข้ามศาลหลักเมือง, จุดที่ 9 หน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์, จุดที่ 10 ในพระบรมมหาราชวัง และจุดที่ 11 สนามหลวงทิศเหนือ ตรงข้ามเจดีย์ขาว โดยจะเปิดให้บริการตั้งเวลา 06.00-22.00 น. หรือจนกว่าจะปิดการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในแต่ละวัน

นอกจากนี้ยังมีจุดให้บริการน้ำดื่มอยู่โดยรอบท้องสนามหลวง ส่วนจุดแจกอาหารจะมีจำนวน 2 จุด ได้แก่ เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่บริเวณทางออกประตูวิมานเทเวศร์ ในพระบรมมหาราชวัง และเต็นท์อาหารบริเวณหน้าศาลฎีกา

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเข้ามาต่อคิวกราบถวายบังคมพระบรมศพผ่านจุดคัดกรอง 5 จุด ได้แก่ 1.วงเวียน รด. 2.พระแม่ธรณีบีบมวยผม ฝั่งโรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ 3.กระทรวงกลาโหม 4.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ5.บริเวณถนนหน้าพระลาน ฝั่งตรงข้ามท่าช้าง ตั้งแต่เวลา 04.00 น.

สำหรับการแต่งกายของบุคคลทั่วไป ผู้หญิงต้องสวมกระโปรงคลุมเข่าหรือผ้าถุงสีดำ รองเท้าหุ้มส้นสีดำ ห้ามสวมกางเกง เสื้อไม่มีแขน ผ้าโปร่ง หรือรัดรูป, ผู้ชายต้องสวมเสื้อโปโลหรือเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหุ้มส้นสีดำ ห้ามสวมกางเกงยีนส์, เด็กผู้หญิงให้สวมกระโปรงสีดำและเสื้อสีดำ, เด็กผู้ชายให้สวมกางเกงขายาวสีดำและเสื้อสีดำ นอกจากนี้ สามารถแต่งเครื่องแบบนักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบได้ แต่หากแต่งกายไม่เรียบร้อย จะมีจุดให้บริการเปลี่ยนชุดดำสุภาพอยู่ภายในสนามหลวง ส่วนผู้สูงอายุหรือผู้พิการจะมีจุดให้บริการยืมรถวีลแชร์ภายในสนามหลวงเช่นกัน