เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายในคดีก่อการร้าย หมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย และข้อหาอื่นๆ กรณีกลุ่ม นปช.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

โดยวันนี้อัยการโจทก์นำนายวิโรจน์ ทูคำมี พนักงานสอบสวนดีเอสไอ เบิกความประกอบเอกสาร 7 แฟ้ม สรุปว่า พวกจำเลยมีการชี้นำกลุ่มแนวร่วม นปช. เข้ากรุงเทพฯ ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดยให้เคลื่อนไหวและใช้ความรุนแรง บนพื้นที่แยกราชประสงค์ ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด การปราศรัยให้กำลังใจจากบุคคลที่อยู่ในต่างประเทศมาที่เวทีด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ รวมไปถึงการกีดขวางการจราจร ในเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2552 – 2553 กระทั่งมีการสลายการชุมนุมและแจ้งข้อหาดำเนินคดี หลังพยานโจทก์เบิกความเสร็จสิ้น ศาลจึงนัดให้ทนายความจำเลยซักค้านพยานโจทก์ปากนี้ในวันที่ 23 มีนาคมเวลา 10.00 น.

ต่อมานายยศวริศ หรือเจ๋ง ดอกจิก เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการนัดสืบพยานโจทก์นัดเกือบสุดท้ายแล้ว กำลังจะสืบพยานจำเลยต่อไป ส่วนตนเพิ่งพ้นโทษในคดีหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ซึ่งศาลลงโทษจำคุก 2 ปี ออกมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยจำคุกจริง11 เดือน เพราะหักวันจำคุกคดีอื่นก่อนหน้านี้ไป13เดือนเเล้ว เท่ากับตนติดครบป้าย2ปี ตามคำพิพากษาก็พ้นโทษพอดี

ขณะที่นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลย เปิดเผยว่า นัดนี้เป็นปากสุดท้ายของฝ่ายโจทก์ อยู่ในขั้นตอนซักค้าน จากฝั่งทนายจำเลย โดยทางศาลให้เวลาซักค้านอีกหนึ่งนัด จากนั้นก็จะสืบพยานจำเลยที่เตรียมไว้กว่า 100 ปาก โดยที่ผ่านมามีการสืบพยานโจทก์กว่า 30 ปาก

ระหว่างการพิจารณา นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช. จำเลย ซึ่งถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำ ได้นั่งในห้องพิจารณา โดยมีภรรยาคอยให้กำลังใจข้างนอกห้อง เพราะเก้าอี้ในห้องเต็ม นายยศวริศเห็นว่า สามีภรรยาไม่ได้พบกันนาน เมื่อมาศาลก็ไม่ได้ใกล้ชิดกัน จึงขอร้องเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ให้สามีภรรยาได้นั่งติดกันเนื่องในวันแห่งความรัก เจ้าหน้าที่จึงอนุโลมให้นั่งด้วยกันได้ ส่วนจำเลยคนอื่นที่ไม่ได้รับการประกันตัวและมีภรรยามาคอยให้กำลังใจก็ได้รับประทานอาหารร่วมกันนอกห้องพิจารณา