นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขอเตือนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1.5 แสนราย ที่ยังไม่จัดทำแบบบัญชีชุดเดียวให้เร่งจัดทำบัญชีชุดเดียวที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของธุรกิจโดยด่วน ไม่เช่นนั้นจะประสบปัญหาการขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ และกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทได้ เพราะตั้งแต่ปีบัญชี 2561 เป็นต้นไป จะเริ่มบังคับให้นำบัญชีที่ยื่นเสียภาษีกลับสรรพากรมาใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้อย่างเดียว ไม่สามารถนำบัญชีอื่นๆ หรือรายได้อื่นที่ไม่เสียภาษีมายื่นประกอบขอกู้ได้อีก ซึ่งหากธนาคารพาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามก็จะมีความผิดด้วย

ขณะนี้กรมได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียบร้อย ว่าตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป การขอใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงินจะต้องนำบัญชีปี 2561 ที่ยื่นจากสรรพากรมาพิจารณาปล่อยกู้ จะใช้ทรัพย์สินอื่น หรือบัญชีหุ้นส่วน ลูกน้องมาขอกู้ร่วมไม่ได้ เช่น หากบริษัทจริงมีรายได้ 50 ล้านบาท แต่ทำบัญชียื่นเสียภาษีแค่ 3 ล้านบาท เวลาขอกู้แบงก์ก็จะพิจารณาจากฐานรายได้แค่ 3 ล้านบาทเท่านั้น

“ตั้งแต่กฎหมายมาตรการบัญชีชุดเดียวบังคับใช้ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2558 ถึงปัจจุบัน เพิ่งมีเอสเอ็มอีที่ยอมจัดทำบัญชีเดียวเพียงครึ่งเดียว หรือประมาณ 1.5 แสนราย จากทั้งหมด 3 แสนราย ซึ่งในส่วนที่ยังไม่ยอมทำบัญชีเดียวเพราะยังไม่คิดว่าเป็นอันตรายและสรรพากรคงไม่สามารถตรวจถึง คงไม่จริงเพราะกรมมีข้อมูลไว้แล้ว อีกทั้งต่อไปจะมีการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แทนใช้เงินสด ซึ่งจะทำให้ตรวจสอบได้ง่ายกว่าเดิม โดยเอสเอ็มอีที่ยังคงหลบเลี่ยงการทำบัญชีเดียว ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีขนาดเล็กมีรายได้ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ทั้งธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านอาหาร ปล่อยกู้ ร้านทอง ซ่อมรถ”

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เร่งตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีในการใช้เสียภาษี ขณะนี้กลุ่มร้านขายทองมีการจัดทำบัญชีชุดเดียวที่สอดคล้องกับธุรกิจเยอะขึ้น โดยจากจำนวนร้านขายทอง 7,000 ราย กว่า 6,000 รายได้ทำถูกต้องแล้ว ช่วยให้กรมเก็บภาษีมูลค่าจากค่ากำเหน็จเพิ่มขึ้นจากปีละ 3 ล้านบาท เพิ่มเป็นหลายร้อยล้านบาท ส่วนร้านขายทองอีก 1,000 ราย ที่ยังคงหลบไม่ยอมทำตาม เดือนธ.ค.นี้ กรมจะเรียกมาตรวจสอบและแนะนำให้ทำอย่างถูกต้อง แต่ถ้ายังไม่แก้ไขอีกภายในเดือนเม.ย.ปีหน้า จะออกหมายเรียกเข้ามาดำเนินคดีแน่นอนนอกจากนี้ ต่อไปกรมจะขยายเข้าไปเก็บภาษีมูลค่ากับธุรกิจเหล็ก โดยเฉพาะบรรดายี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่ผ่านมีการใช้เทคนิคหลบเลี่ยงภาษี ด้วยการให้โรงงานผลิตเหล็กออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าแทน ไม่ได้ออกให้กับร้านค้าคนกลาง ทำให้ที่ผ่านมาธุรกิจเหล็กมีการเสียภาษีน้อยกว่าความเป็นจริง

นายประสงค์กล่าวว่า กรมมีการนำรายชื่อบริษัท และสำนักงานบัญชีที่มีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีจนสร้างความเสียหาย มีมูลค่าทางภาษีรวมหลายหมื่นล้านบาท ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) พิจารณาตรวจสอบทำการยึดทรัพย์ด้วย เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินฉบับใหม่ แฟลทเอฟ ที่เพิ่งออกไปเมื่อเดือนเม.ย.นี้ ได้ระบุว่าหากบริษัทใดมีเจตนาวางแผนหลบเลี่ยงภาษี รวมถึงหากสำนักงานบัญชีสมรู้ร่วมคิด ก็จะอาจเข้าข่ายการฟอกเงิน ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับสถานการณ์การเก็บภาษีสรรพากรช่วง 2 เดือนแรก สามารถเก็บได้ดี โดยเดือนต.ค. 2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกเก็บได้เกินเป้า 700 ล้านบาท แต่เดือนพ.ย. 2560 คาดว่าจะใกล้เคียงหรือต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย เนื่องจากช่วงเดือนต.ค.เป็นช่วงคนไทยไว้อาลัยทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เยอะ แต่คาดว่าเดือนต่อไปยอดจะดีขึ้น โดยเฉพาะเดือนธ.ค. ที่มีมาตรการชอปช่วยชาติมาช่วยให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าเดิม ซึ่งส่งผลให้เป้าหมายการจัดเก็บภาษี 1.928 ล้านล้านบาทของกรมปีนี้ทำได้ถึงเป้าหมายแน่นอน