นักวิชาการเตือนไทยระวังเจอ”วิกฤตต้มกบ” ซึมลึกย่ำแย่กว่า”วิกฤตต้มยำกุ้ง” ขืนย่ำอยู่กับที่ ภาคธุรกิจวิจัยพัฒนาต่ำ การเกษตรขาดประสิทธิภาพ ข้าราชการคอร์รัปชั่น ทำไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพื่อนบ้านแซงหน้า

ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ว่า เราเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป และไทยยังเป็นประเทศที่ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอยู่ เนื่องจากมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและข้อได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงในภูมิภาค แต่ภาคธุรกิจยังคงระมัดระวังในทุกด้าน โดยเฉพาะภาคสถาบันการเงินที่เรียนรู้จากประสบการณ์ความผิดพลาดจากวิกฤตในอดีต มีการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้า เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL มากจนเกินไป ซึ่งการใช้วิธีนี้จะทำให้เกิดผลดีในอนาคต เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงในการขาดทุนของภาคสถาบันการเงิน และทำให้ลูกค้าสถาบันการเงินมีวินัยทางการเงินมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้น แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มเกิดภาวะฟองสบู่บ้างจากปริมาณที่อยู่อาศัยรอการขายมากสวนทางกับความต้องการของประชาชนที่ลดลง โดยเฉพาะในแถบชานเมือง แต่ยังเชื่อว่าในระยะต่อไปภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะเริ่มลดลงจากการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ ซึ่งทำให้จำนวนที่อยู่อาศัยรอการขายจะทยอยลดลงในอนาคต ประกอบกับการบริหารจัดการของภาครัฐที่มาถูกทาง โดยเฉพาะการส่งเสริมธนาคารรัฐในการออกผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน และสนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

ดร.สุทธิกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มาตรการที่สำคัญที่ภาครัฐควรทำเพิ่มเติม คือ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเกิดการลงทุนในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หรือ Reinvestment อาทิ การนำผลกำไรที่ได้ไปต่อยอดซื้อเครื่องจักรหรือพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในระยะยาว แทนที่จะนำผลกำไรไปใช้เพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น การเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรือตลาดอสังหาริมทรัพย์ นอกจากจะเป็นการพัฒนาธุรกิจของตนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้แรงงานมีทักษะและรายได้เพิ่มมากขึ้น

นอกเหนือจากการสนับสนุนภาคธุรกิจทั่วไปแล้วนั้น ภาครัฐควรเร่งให้เกิดการพัฒนาในภาคเกษตรกรรมของประเทศ ซึ่งมีการจ้างงานถึงเกือบประมาณครึ่งหนี่งของกำลังแรงงานไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของประเทศ เพื่อก้าวข้ามการแข่งขันในเรื่องราคากับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า โดยการยกระดับภาคธุรกิจและภาคการเกษตรจะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถกระตุ้นการบริโภคของทั้งระบบเศรษฐกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโดยรวม

นอกจากนั้น การพัฒนาเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจและเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในช่วงที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ประเทศเมียนมาร์ที่มีการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น หลังจากการเปิดประเทศอันเนื่องมาจากความได้เปรียบของต้นทุนการผลิตที่ต่ำและทรัพยากรที่มีมาก รวมถึงเวียดนาม ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในหลากหลายด้าน ทั้งด้านทรัพยากรมนุษย์และสาธารณูปโภค เป็นต้น

ดร.สุทธิกร ยังกล่าวอีกว่า ในภาพรวมถึงแม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค สามารถเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และยังอยู่ในความสนใจของต่างชาติในการลงทุน แต่ประเทศเราก็ยังมีปัญหาการพัฒนาในหลายภาคส่วน ทั้งการวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ภาคการเกษตรที่ยังขาดประสิทธิภาพในการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ระบบการศึกษาที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้ และระบบราชการที่ยังขาดประสิทธิภาพเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น เป็นต้น

“ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลทำให้ประเทศไทยเราย่ำอยู่กับที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปัญหาเรื้อรังเหล่านี้คอยฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศก่อให้เกิด “วิกฤตต้มกบ” ในปัจจุบัน ซึ่งสร้างผลกระทบกับประเทศแตกต่างจาก “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในอดีต ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในทันทีทันใด ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างและกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ต่างจาก “วิกฤตต้มกบ” ในปัจจุบันที่ประเทศเราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งกว่าที่เราจะรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเกินกว่าที่จะปรับตัวแล้ว” ดร.สุทธิกร กล่าว