เมื่อ‪เวลา 09.30 น.‬ วันที่ 29 มิ.ย. ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าวคดีหมายเลขดำ อม.22/2558 พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ได้ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 13 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

โดยในวันนี้ ทนายความนำพยานจำเลยเข้าไต่สวนจำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย นายอดุลย์ ยุววิทยาพานิชย์ อดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการจีทูจี โดยจะสืบพยานเพื่อยืนยันว่าผลการสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีเป็นการซื้อขายจริง ส่วนพยานอีกสองปากคือ น.ส.นิรัชฌา ไกยสวน บุตรสาวของชาวนาที่เสียชีวิตจากการผูกคอตายที่ จ.ร้อยเอ็ด จะมาชี้แจงยืนยันว่าบิดาไม่ได้มีปัญหาการรับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว แต่มีปัญหาส่วนตัวและโรคประจำตัว และพยานสุดท้ายคือ นายบุญช่วย หอมพญา บิดาของชาวนาที่เสียชีวิตจากการตายผูกคอตายที่ จ.นนทบุรี ที่ยืนยันว่าเสียชีวิตจากปัญหาส่วนตัว

โดยก่อนการไต่สวน ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีการเดินเผชิญสืบโรงสีข้าวและคลังข้าว จ.อ่างทอง 16 แห่ง เนื่องจากมีข่าวว่ามีการนำข้าวดีไปขายเป็นข้าวเสียที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่มีการซื้อในราคาข้าวดี แต่กลับไม่ได้มีการขายออกไป และต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าวที่เก็บอยู่ในโกดังในโครงการรับจำนำข้าวมีวิธีการและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งทางฝั่งจำเลยเคยมีการขอให้มีการเดินเผชิญสืบในชั้น ป.ป.ช. โดยมีการยื่นไปทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ ป.ป.ช.ไม่อนุญาต จึงมาขออนุญาตศาลในวันนี้

ต่อมานายอดุลย์ ขึ้นไต่สวนเบิกความสรุปว่า หน้าที่ในการตรวจสอบจีทูจีเป็นของกรมการค้าต่างประเทศ รัฐวิสาหกิจถือเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐบาลจีนไม่ต้องทำหนังสือมอบอำนาจในโครงการจีทูจี คณะกรรมการของตนมีหน้าที่ตรวจสอบตามคำสั่ง 2 ประเด็น คือการเปรียบเทียบยุทธศาสตร์การระบายข้าว 3 ปีย้อนหลัง และสัญญาระบายข้าว 4 ฉบับ ที่ไทยทำกับจีน ดูว่ารัฐวิสาหกิจจีนทำอะไรบ้าง ซึ่งสัญญาทั้ง 4 ฉบับก็ทำถูกต้องแล้ว

อัยการโจทก์ได้ซักถามถึงการตรวจสอบนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการจีทูจี นายอดุลย์ ชี้แจงว่า ได้มีการติดต่อกับเลขานุการของนายอภิชาติให้นายอภิชาติเข้ามาให้ข้อมูล แต่ได้รับการปฏิเสธโดยระบุว่านายอภิชาติไม่อยู่ในประเทศไทย และไม่ได้มีการตรวจสอบเอกสาร เพราะบริษัทสยามอินดิก้าไม่ใช่คู่สัญญา
เมื่ออัยการโจทก์ซักถามว่าเหตุใดจึงไม่เรียก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอภิปรายเรื่องจีทูจีเข้ามาให้ข้อมูล นายอดุลย์ ระบุว่า คณะกรรมการได้ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ไปแล้ว แต่ นพ.วรงค์ ไม่ประสงค์จะมา ซึ่งเลขานุการที่รับสายระบุว่าให้นำหลักฐานที่อภิปรายในสภาอยู่แล้วนำไปประกอบได้

เมื่อซักถามว่าเหตุใดจึงไม่สอบนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และกรณีที่นายมนัสระบุว่ามีการทุจริต นายอดุลย์ ชี้แจงว่า เนื่องจากนายมนัสเกษียณแล้ว จึงมีการสอบนางปราณี ศิริพันธ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศในขณะนั้นและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแทน โดยนายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศในขณะนั้นได้ยืนยันว่าบริษัท GSSG เป็นหน่วยงานกลางรัฐบาลจีนจริง ส่วนเรื่องการทุจริตนั้น การปฏิบัติงานในโครงการรับจำนำข้าวมีหลายขั้นตอน คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงไม่ได้ดูการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เราทำตามคำสั่ง 2 ประเด็น การทุจริตเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

จากนั้น นายบุญช่วย หอมพญา บิดาของนายสมชาย หอมพญา ชาวนาที่เสียชีวิต ขึ้นเบิกความยืนยันว่า บุตรชายของตนไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะการรับเงินช้าในโครงการรับจำนำข้าว แต่มาจากการขายข้าวไม่ได้ราคาเหมือนช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าว

ขณะที่ น.ส.นิรัชฌา ไกยสวน บุตรสาวของนายทองมา ไกยสวน ชาวนาที่เสียชีวิต เบิกความว่า ตนไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดา แต่คุยกับบิดาทางโทรศัพท์อยู่เป็นประจำ ซึ่งบิดาตนบอกในช่วงปี 2556 ว่าเป็นช่วงที่ผลผลิตดี บิดาได้ข้าวประมาณ 9-10 ตัน ขายได้ราคา 18,000 บาท หลังหักความชื้นและสิ่งเจือปนแล้ว และได้รับเงินจากโครงการครบตามกำหนดไม่ล่าช้า จึงยืนยันว่าบิดาของตนไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะรับเงินจำนำข้าวล่าช้า

หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานทั้ง 3 ปาก ศาลพิจารณาถึงคำร้องฝ่ายจำเลยที่ขอให้ศาลเดินเผชิญสืบโรงสีข้าวและคลังข้าว เพื่อตรวจสอบให้พบความจริงว่าข้าวเสียหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าข้าวเป็นธัญพืชชนิดหนึ่งที่เสื่อมได้ตามกาลเวลา ซึ่งขณะนี้ผ่านมาเป็นเวลา 2 ปีเศษแล้ว เป็นปัญหาข้อเท็จจริง การเดินเผชิญสืบไม่จำเป็นแก่คดี จึงให้ยกคำขอของจำเลย และนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งต่อไป‪ในวันที่ 7 ก‬รกฎาคมนี้ ‪เวลา 9.30 น.‬