. นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีมีผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมากเดินทางไปเข้าคิวรับสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งที่บ้าน นายแสงชัย แหเลิศตระกูล บริเวณ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งจะได้รับแคปซูลสมุนไพรเป็น 6 เม็ด โดยต้องเตรียม เอกสารคำวินิจฉัยโรคมะเร็ง ใบรับรองแพทย์ตัวจริง ทะเบียนบ้านตัวจริง บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมใบแจ้งความที่ สภ.ปราจีนบุรี ว่าจะไม่เอาผิดกับผู้แจกยาว่า แม้ผู้แจกจ่ายแคปซูลสมุนไพรจะไม่ได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์แผนไทย แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้มีพฤติกรรมในการตรวจรักษา ไม่ได้มีการอ้างว่าสมุนไพรนี้สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายได้ จึงไม่เข้าข่ายเป็นยารักษาโรคที่จะต้องขึ้นทะเบียน และไม่ได้มีการขาย อย่างไรก็ตาม แม้นายแสงชัยจะยังดำเนินการแจกจ่ายได้ แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบคือ เรื่องของความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และต้องไม่มีการโฆษณาเกินจริงว่ารักษามะเร็งได้ ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ปราจีนบุรี ได้เข้าตรวจสอบผลิตภัณฑ์ครั้งแรกก็ไม่พบการปนเปื้อนและไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ส่วนการตรวจสอบครั้งล่าสุดยังต้องรอผลก่อน

นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ได้ผลหรือไม่ พบว่า ส่วนผสมของแคปซูลสมุนไพรดังกล่าว มีข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ และน้ำมันรำข้าว ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้มีสรรพคุณแอนตีออกซิแดนท์ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ซึ่งในหลายตำรับเกี่ยวกับมะเร็งของแพทย์แผนไทยก็มีข้าวเย็นใต้เป็นส่วนผสม ส่วนน้ำมันรำข้าวก็มีแอนติออกซิแดนท์เช่นกัน และมีงานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ แต่ทั้งหมดยังไม่มีการวิจัยในคนแต่อย่างใด จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าสามารถช่วยรักษามะเร็งได้ ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่า แคปซูลสมุนไพรดังกล่าวไม่สามารถรักษาโรคได้ แต่อาจช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้น ซึ่งเท่าที่ดูจากสรรพคุณของทั้งสามตัวแล้วก็ยังไม่พบข้อเสียหรือผลข้างเคียงใดๆ และไม่น่าจะมีฤทธิ์ต้านกับการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน

“โรคมะเร็งถือว่าเป็นโรคที่คนไทยป่วยจำนวนมาก ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันเองก็ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ก็จะมีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่แสวงหาการรักษาอื่นเพิ่มเติมมาดูแลสุขภาพ ซึ่งการจะมีสุขภาพที่ดีได้ก็ต้องมีความหวังด้วย ดังนั้น สิ่งที่ทางนายแสงชัยต้องดำเนินการคือ อาจต้องมีการติดประกาศให้ชัดเจนว่า สมุนไพรแคปซูลที่แจกนั้นไม่สามารถรักษามะเร็งได้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยังต้องรักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนประชาชนเองก็ต้องมีความตระหนักด้วย ต้องรู้จักโรคของเราก่อนเหมาะสมที่จะไปรับบริการหรือไม่ และรู้เขาคือบุคคลมีใบประกอบวิชาชีพ มีความเชี่ยวชาญหรือไม่ สถานที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ และผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและความปลอดภัยหรือไม่” นพ.ปราโมทย์ กล่าว